เปิดเส้นทางโต‘โอเอ’ จนถึงติดหล่มทัวร์ศูนย์เหรียญ

16 September 2017






หลังถูกดำเนินคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ทัวร์ศูนย์เหรียญ ย้อนไปกว่า 30 ปี โอเอ เติบโตจนก้าวมาเป็นเบอร์ 1 ได้อย่างไร จนถึงวันนี้ที่กว่า 1 ปีนับจากเดือนกันยายน 2559 ที่ธุรกิจต้องปิดตัวลง หลังถูกอายัดบัญชี จนล่าสุดแม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องแต่คดีก็ยังไม่จบ อ่านได้จากสัมภาษณ์ นางสาวสายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี ทายาทตระกูลโรจน์รุ่งรังสี

สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี



++ให้เช่ารถบัสเอื้อช็อปในเครือ
เธอเปิดใจถึงการเริ่มต้นธุรกิจของครอบครัวที่ย้อนไปกว่า 30 ปีก่อนว่า เริ่มจากการขายของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าโอท็อป อย่างช้างไม้ ตะเกียบ ที่ตลาดนํ้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ต่อมาคุณพ่อคุณแม่ ก็มีการขยับขยายไปเปิดร้านขายเครื่องหนัง ร้านจิวเวลรี ในย่าน ร.พ.พญาไท 1 ซึ่งแถวนั้นมีโรงหนังโอเอ ไกด์ก็เลยเรียกเราว่าโอเอ เครื่องหนัง จากนั้นธุรกิจก็ไปได้ดีตามการเติบโตของการท่องเที่ยวไทย ท้ายสุดเราก็เลยขยายการให้บริการร้านค้ามารวมอยู่ในพื้นที่ถนนลาดกระบัง ในช่วงปี 2538 ตอนนั้นแถวนั้นยังไม่เจริญไม่มีที่ทานอาหาร เราก็เลยเปิดร้านอาหารไว้บริการลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์

ส่วนรถทัวร์ เป็นธุรกิจที่มาหลังสุด เนื่องจากเราเข้าไปซื้อกิจการของออลสตาร์ ซึ่งเป็นธุรกิจของเพื่อนคุณพ่อที่ทำไม่ไหว ก็เลยมาขายให้เราทำต่อ ตอนนั้นปี 2536 เราเริ่มที่รถบัส 50 คัน ก็ทยอยซื้อมาเรื่อยจนมีเพิ่มมาเป็นกว่า 2 พันคัน

รถบัสที่เราปล่อยให้บริษัททัวร์เช่า ก็ดีลกันว่าจะเช่าเป็นเดือนหรือเหมาเช่าเป็นปี ซึ่งมีทัวร์มาเช่ารถกับเรากว่า 300 บริษัท โดยเราไม่เคยให้บริษัททัวร์มาเช่ารถบัสใช้ฟรี ยกเว้นเจ้าของบริษัทจะมาขอใช้เพื่อพาพนักงานไปเที่ยว ซึ่งการคิดค่าเช่ากับบริษัททัวร์ เราจะมีส่วนลดให้ หากบริษัททัวร์นั้นๆ นำนักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้ากับเรา โดยเฉลี่ยจะลดค่าเช่า จาก 7-8 พันบาทต่อวัน เหลือ 4-5 พันบาทต่อวัน เริ่มแรกลูกค้าเป็นทัวร์ญี่ปุ่น จากนั้นกว่า 60-70% เป็นตลาดจีนที่เหลือเป็นตลาดอื่นๆ เฉลี่ยมีลูกค้าราว 2 พันคนต่อวัน ซึ่งการที่ทัวร์นำนักท่องเที่ยวมาลง นอกจากการได้ค่าเช่ารถบัสที่ราคาถูก อีกจุดคือการรีโนเวต และการปรับปรุงสินค้าภายในร้านต่างๆ ที่มีอยู่ตลอดเวลา

++ชี้หมื่นล.เป็นเงินหมุนเวียน

ที่ผ่านมาเราก็เหมือนเป็นผู้ให้บริการ เราไม่ได้ทำทัวร์ศูนย์เหรียญ การดำเนินธุรกิจก็เป็นแบบซื้อมาขายไปเหมือนคนอื่น การมีเงินในหลักหมื่นล้านบาท ก็เป็นเงินหมุนในการดำเนินธุรกิจ ที่ต้องซื้อและสต๊อกสินค้าต่างๆและเราไม่ได้ทำทัวร์ เพียงแต่มีรถบัสให้บริษัททัวร์เช่าไปจัดทัวร์เท่านั้น เราไม่เคยบังคับหรือขูดรีดให้นักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้า อย่าง จิวเวลรี ก็มีใบรับรอง หากนักท่องเที่ยวซื้อไปไม่พอใจก็สามารถคืนได้ ส่วนราคาที่ขายก็เป็นไปตามที่ลูกค้ารับได้ เรื่องการเสียภาษีเราก็ทำตามปกติ

ธุรกิจของเราทั้งหมดถือหุ้นโดยครอบครัว เป็นของคนไทย 100% ขณะที่บริษัทฝูอัน ทราเวล จำกัด และบริษัทซินหยวน จำกัด ซึ่งทำธุรกิจทัวร์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ในคดีนี้ ก็เป็นเพียงคู่ค้าหรือผู้มาใช้บริการธุรกิจต่างๆ ของเราเท่านั้น ไม่ได้มีหุ้นใดๆ กับทางธุรกิจของทางตระกูลเราเลย แต่ทั้ง 2 บริษัททัวร์ถูกถอนใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจทัวร์เพราะเป็นกิจการของชาวต่างชาติ ส่วนเรา เป็นจำเลยที่ 3-12 ซึ่งล่าสุดศาลชั้นต้นได้ยกฟ้อง และคงต้องไปสู้ต่อหากจะมีการอุทธรณ์ต่อ

++วอนถอนอายัดบัญชี
“เราอยากให้เรื่องนี้จบโดยเร็ว อยากให้มีการถอนอายัดบัญชี เพื่อให้กลับมาทำธุรกิจได้เหมือนเดิม อยากมีพื้นที่ในการทำธุรกิจต่อ ซึ่งที่ผ่านมาหากมีเรื่องใดที่เราทำไม่ถูกต้อง ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าได้ทำไรผิด เราพร้อมแก้ไข และบทเรียนในครั้งนี้ทำให้ต่อไปเราต้องมีการตรวจสอบบริษัททัวร์ที่มาใช้บริการเราให้มากกว่าเดิม”

วันนี้เรามีหนี้สินไม่ตํ่ากว่าพันล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้สินเดิมที่เราติดกับธนาคารอยู่ จากการผ่อนค่ารถบัส มียังเหลือต้องผ่อนกว่าครึ่ง จากรถบัสที่โอเอ มีอยู่ทั้งหมดกว่า 2 พันคัน ที่หยุดวิ่งมาเป็นปีแล้ว ทั้งยังมีหนี้กับซัพพลายเออร์สินค้า รวมถึงภาระหนี้ก้อนใหม่ที่ต้องหยิบยืมคนรู้จักมาจ่ายเงินเดือนบางส่วนให้พนักงานที่ยังคงอยู่ราว 1 พันคน พร้อมฝากความหวังในกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นและที่ผ่านมาเราไม่เคยจ่ายเงินเพื่อล้มคดีอย่างที่เป็นข่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,296 วันที่ 14 - 16 กันยายน พ.ศ. 2560


ทัวร์ศูนย์เหรียญ โอเอ