เปิดแผนดึงทุนนอก 'บีโอไอ' เล็ง จีน-เกาหลี เป้าหมายต่อไป

4 December 2015






สัปดาห์ที่ผ่านมา (25-28 พ.ย.) รัฐบาล ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจหลัก ตลอดจนภาคเอกชนเดินทางไปเชิญชวนกลุ่มทุนญี่ปุ่น โดยชูโครงสร้างอุตสาหกรรมและการส่งเสริมการลงทุนใหม่ หรือ ซูเปเปอร์คลัสเตอร์ เป็นจุดขาย ต่อประเด็นดังกล่าว "ฐานเศรษฐกิจ"สัมภาษณ์พิเศษ หิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ถึงเป้าหมายต่อไปหลังจบโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น

หิรัญญา สุจินัย



 ชูซูเปอร์ คลัสเตอร์ดึงทุน

เลขาธิการบีโอไอเปิดฉากสัมภาษณ์ถึงที่มาที่ไปของการออกไปโรดโชว์ญี่ปุ่น โดยการชู"ซูเปอร์ คลัสเตอร์" เป็นตัวหลักชักจูงการลงทุน เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ประกาศหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์แล้วในเบื้องต้น 6 กลุ่มอุตสาหกรรมประกอบด้วย 1.กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์โทรคมนาคม 3.ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4.ดิจิตอล 5.Food Innopolis 6.Medical Hub และกำลังประกาศเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมอีกในระยะต่อไป โดย 6 กลุ่มแรกจะต้องลงทุนใน 9 จังหวัดประกอบด้วยพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต

 เลือก 9 จ.ขยายอีสเทิร์นซีบอร์ด

ส่วนสาเหตุที่รัฐบาลกำหนดว่าซูเปอร์ คลัสเตอร์ จะต้องลงทุนในพื้นที่ 9 จังหวัดนั้น มาจากหลักคิดที่ว่า เป็นพื้นที่ที่จะขยายการลงทุนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกหรืออีสเทิร์นซีบอร์ดได้ดีที่สุด คือ ระยอง ชลบุรี ที่มีระบบสาธารณูปโภคที่ค่อนข้างพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่เข้าไปขยับขยายอีกนิดเดียว ก็พร้อมที่จะรองรับการลงทุนใหม่ได้อีก หรือที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่จะไปซัพพอร์ต (สนับสนุน) โรงงานประกอบรถยนต์ในพื้นที่ระยองอีกที เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นการเชื่อมโยงให้เกิดการลงทุนได้เร็วขึ้น เพราะมีฐานเดิมที่ดีและแข็งแรงอยู่แล้ว

ตามแผนต่อเนื่อง รัฐบาลจะต้องลงไปดูเรื่องระบบสาธารณูปโภค ดูเรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ปัญหาระบบการจราจรที่แออัด ท่าเรือแหลมฉบังจะต้องขยาย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้ผ่านครม.ไปแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน เช่น ท่าเรือแหลมฉบังที่แออัดก็ต้องไปดูเรื่องงบประมาณการขยายท่าเรือรองรับ เป็นต้น

เทกระจาดสิทธิประโยชน์สุดโต่ง

ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต เพราะใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต่อยอดอุตสาหกรรมที่ไทยก็มีฐานการผลิตที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว โดยที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์สูงสุดโดยอาศัยกฎหมายส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน

โดยเลขาธิการบีโอไอ ขยายความว่า คำว่าสิทธิประโยชน์สูงสุดในซูเปอร์ คลัสเตอร์ ที่ได้รับ จากบีโอไอคือ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปีและลดหย่อนอีก 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี รวมถึงยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร แต่การให้สิทธิประโยชน์จากบีโอไอก็มีข้อจำกัด จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมืออื่นๆ ที่มาช่วยดึงให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนได้จริงๆ ทางกระทรวงการคลังก็มาช่วยเสริมมาตรการจากบีโอไอในการเติมเครื่องมือตรงนี้ ในเรื่องการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติที่ทำงานในพื้นที่ที่กำหนดทั้งคนไทยและต่างชาติรวมถึงกิจการเพื่ออนาคตที่มีความสำคัญสูงจะพิจารณายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้10 - 15 ปี เรียกว่าได้อีกเด้ง ซึ่งกระทรวงการคลังไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน โดยกิจการที่อยู่ในกลุ่มซูเปอร์ คลัสเตอร์ นั้น ตามเงื่อนไขจะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในปี 2559 และเริ่มผลิตให้ได้ภายในปี 2560

ญี่ปุ่นรับปากยึดไทยลงทุนต่อ

หิรัญญา ลำดับขั้นตอนการทำงานของทีมเศรษฐกิจและบีโอไอให้เห็นภาพว่า ภายหลังจากที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนปรับใหญ่ ลำดับถัดไปก็ต้องออกไปโรดโชว์ตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 3 ของ ดร. สมคิด ที่ประกาศไว้แต่แรก จึงเลือกไปญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก เพราะมีฐานเดิมอยู่ในไทยอยู่แล้ว ถือว่าเบื้องต้นประสบผลสำเร็จเกินคาด วัดได้จากที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการประชุมทวิภาคีไทย - ญี่ปุ่นระดับรัฐมนตรี หรือ HLJC ( High Level JC ) เพื่อวางเป้าหมายที่จะให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้า เกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและการลงทุน ซึ่งการประชุมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในการเปิดรับทุนต่างชาติจากรัฐบาลญี่ปุ่น

นอกจากนี้นักลงทุนญี่ปุ่นยังให้ความสนใจกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยมีนักลงทุนกว่า 1 พันราย เข้าร่วมงานสัมมนาเพื่อรับฟังทิศทางการส่งเสริมการลงทุนใหม่ของไทย โดยมีรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจฝ่ายไทยถึง 5 กระทรวง(ตามข้อมูลเบื้องต้น) ร่วมกันฉายภาพความชัดเจนในเป้าหมายส่งเสริมการลงทุน ในขณะที่บีโอไอก็ให้ข้อมูลมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ที่จูงใจมากขึ้น

ขณะที่ผลจากที่รัฐบาลและบีโอไอเข้าพบ 4 บริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นไล่ตั้งแต่บริดจสโตน ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของโลก , มินีแบ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ สำหรับอากาศยาน ,บริษัท นาชิ-ฟูจิโกชิ ผู้ผลิตหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม และมาสด้า ผู้ผลิตรถยนต์ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่มให้คำยืนยันที่จะมาขยายการลงทุนในไทยอีก และจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิต โดยจะมุ่งลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไฮเทคมากขึ้นในโอกาสต่อไป คาดว่าจะเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมหลังจากนี้ไป

เลขาธิการบีโอไอมองเห็นข้อดีในการชักจูงการลงทุนจากญี่ปุ่นมาไทยว่า เนื่องจากญี่ปุ่นมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแรงอยู่แล้วในไทย และญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนอากาศยาน ที่บีโอไอต้องการชักจูงเข้ามาลงทุนในประเทศ จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจในอนาคตได้ดีขึ้น อีกทั้งจะช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทยด้วย เพราะตามเงื่อนไขการลงทุนในกลุ่มคลัสเตอร์จะต้องมีการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยในประเทศ ก็จะทำให้เกิดการถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย

จีน -เกาหลี เป้าหมายต่อไป

สำหรับแผนออกไปโรดโชว์ชักจูงการลงทุนในต่างประเทศปี 2559 มีประเทศเป้าหมายคือ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ยุโรปและอเมริกา เนื่องจากประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่ไฮเทคทั้งสิ้น โดยเฉพาะจีนน่าจะเป็นประเทศเป้าหมายแรกในการออกไปโรดโชว์ต้นปี 2559 ที่บีโอไอจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาชักจูงการลงทุนใหม่เป็นประเทศต่อไป
เนื่องจากจีนในระยะหลังค่อนข้างมาลงทุนในไทยมากขึ้น หากดูจากสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 5 อันดับแรก รายเดือนสะสมปี 2558 (มกราคม-กันยายน) จะพบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีปริมาณเงินลงทุนในการยื่นขอส่งเสริมสูงที่สุดโดยมีมูลค่า 1.77 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นอินโดนีเซียมูลค่า 1.57 หมื่นล้านบาท ญี่ปุ่น 1.27 หมื่นล้านบาท จีน มูลค่า 1.20 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้การยื่นขอส่งเสริมจากสิงคโปร์จะรวมถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนตั้งบริษัทในสิงคโปร์แล้วมายื่นขอส่งเสริมลงทุนในไทยด้วยโดยให้น้ำหนักต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ โดยจีนก็เป็นผู้นำในการผลิตรถไฟฟ้า เครื่องบิน มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ดังนั้นการออกไปโรดโชว์จีนต้นปี 2559 มีเป้าหมาย หลักคือ 1.ต้องการดึงทุนจากจีนเข้ามายังไทยมากขึ้นในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงยางรถยนต์ 2.คนไทยได้มีโอกาสออกไปลงทุนยังจีนได้มากขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป

สำหรับสาเหตุที่ทุนจากจีนมีแนวโน้มออกมาลงทุนในไทยมากขึ้น เกิดจากที่เศรษฐกิจภายในจีนชะลอตัว จะเป็นโอกาสที่ทำให้ทุนจากจีนออกมาขยายการลงทุนนอกบ้าน รวมถึงจีนต้องการกระจายความเสี่ยงโดยขยายฐานการผลิตออกมายังประเทศในกลุ่มอาเซียน และใช้ฐานนอกบ้านเป็นฐานในการผลิตเพื่อการส่งออกอีกที โดยปัจจุบันบีโอไอ อำนวยความสะดวกให้นักลงทุนโดยมีสำนักงานสาขาย่อยอยู่ที่จีนถึง 3 แห่ง ที่กรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และที่กวางโจว เป็นสำนักงานให้บริการนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยเป็นหลัก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,110 วันที่ 3 - 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558


สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) บีโอไอ โครงสร้างอุตสาหกรรมและการส่งเสริมการลงทุนใหม่ ซูเปเปอร์คลัสเตอร์ หิรัญญา สุจินัย