จากเลนส์สู่เรื่องราว...บันทึกประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน ตอน 2

10 September 2017






“ทุกครั้งที่มองไปยังพระเมรุมาศที่ยิ่งใหญ่ และงดงาม ส่วนลึกของจิตใจยังคงเศร้าเสียใจเสมอ หากแต่ไม่ได้แสดงออกมาทางการกระทำ แต่ออกมาทางภาพถ่าย

ดังนั้นการกดชัตเตอร์แต่ละครั้งเพื่อบันทึกภาพในชั่วขณะนั้น จึงมีความสำคัญกับเด็กคนหนึ่งซึ่งได้รับโอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้”
จุดเริ่มต้นของความทรงจำกับการก่อสร้างพระเมรุมาศครั้งสำคัญในชีวิตของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2559 วันที่มีพิธีปักหมุดการก่อสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเย็น วันนั้นคุณครูสุรกานต์ ดะห์ลัน คุณครูที่ปรึกษาชมรมฯ จึงพาพวกเราไปถ่ายภาพที่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมาสัมผัสบรรยากาศการทำงานของนายช่างสิบหมู่ในสถานที่จริงอีกเช่นกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือเพื่อบันทึกภาพเบื้องหลังการทำงานของบุคคลผู้มีความชำนาญในสถาปัตยกรรมด้านต่างๆ

คุณลุงท่านหนึ่งซึ่งคาดเดาได้ว่าน่าจะมีอายุล่วงเลยวัย 60 ปีมานานแล้ว กำลังนั่งแกะลายครุฑลงบนไม้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อประดับบนพระที่นั่งราเชนทรยานที่เริ่มขึ้นโครงร่างรอการตกแต่งตามการออกแบบที่ติดอยู่บนฝาผนังผืนใหญ่ พัดลดตัวเล็กหมุนไปมาอย่างช้าๆ เพื่อคลายความร้อนจากไอแดดที่เริ่มส่องเข้ามาบริเวณโต๊ะทำงาน ความนิ่งของเครื่องมือคู่ชีพที่ค่อยๆ เซาะไปตามร่องไม้ท่ามการบรรยากาศที่เริ่มหนาแน่นจากพี่ๆ สื่อมวลชนที่ทยอยเข้ามาสิ่งที่สัมผัสได้จากคุณลุงคือความมุมานะและตั้งใจในการทำงานเป็นเสมือนแรงบันดาลใจให้กับพวกเราในการทำงานต่อไป คุณลุงอายุมากแล้ว แต่ยังคงนั่งทำงานซึ่งอาจจะเป็นพรสวรรค์ “ความสามารถ” ที่ท่านได้รับ "เรื่องบางเรื่อง ใครก็แทนที่ใครไม่ได้ เพราะแต่ละคนย่อมมีอัตลักษณ์ของตัวเอง" ช่างภาพหลายคนได้ถ่ายภาพคุณลุงขณะทำงานไว้ เพื่อหวังจะกลับมามอบให้คุณลุงอีกครั้งในโอกาสต่อไปที่ได้มายังสำนักช่างสิบหมู่

เมื่อช่างภาพเยาวชนจิตอาสาไปต่อยังโรงปั้น ก็ได้พบกับนายช่างประติมากรรมอีกนับสิบชีวิตที่กำลังตั้งใจปั้นรูปทรงของสัตว์หิมพานต์ เทพ เทวดาต่างๆเพื่อตั้งประกอบในฐานชาลาแต่ละชั้นของพระเมรุมาศ และสายตาเล็กๆ หลังเลนส์ก็ไปสะดุดกับช่างประติมากรรมคนหนึ่งซึ่งกำลังปั้นช้าง สัตว์มงคลประจำทิศเหนือ สายตาที่จับจ้องบนรูปทรง การเกลี่ยเม็ดดินแต่ละเม็ดให้ได้รูปสะท้อนความรู้สึกความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ไม่ได้ต่างไปจากคุณลุงที่กำลังแกะลายครุฑในตึกที่เพิ่งผ่านมา การมองต้นแบบขนาดเล็ก เพื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนที่เหมาะสมและสมดุล เป็นการใส่ใจรายละเอียดที่คนอื่นแทบมองไม่เห็นความแตกต่าง ระหว่างที่เพื่อนๆ ในชมรมฯ กระจายไปในจุดต่างๆ ไม่รู้ว่าด้วยเพราะแรงจูงใจใด กล้องตัวใหญ่ในมือก็ยังตั้งอยู่และค่อยๆจับ อิริยาบทของนายช่างกับงานประติมากรรมช้างที่อยู่เบื้องหน้า

เขาได้ปั้นและแก้อยู่หลายรอบเมื่อเทียบกับตัวต้นแบบแล้วยังคงไม่เป็นที่พอใจของเขา แต่ในมุมมองช่างภาพ ที่ไม่ใช่ช่างปั้นก็ยังคงไม่เห็นความแตกต่างใดๆ นั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบในหัวสมองที่ว่า "คนที่ทำจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด"

ใกล้ถึงเวลา พวกเราออกเดินทางไปยังท้องสนามหลวงซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ไร้ซึ่งสิ่งก่อสร้างใดๆ ภาพที่เห็นในกรอบสายตาคือสื่อมวลชนมากมายอยู่รายรอบส่วนที่จัดไว้สำหรับตอกหมุดทั้ง 9 จุด เพื่อกำหนดตำแหน่งอ้างอิงในการวางผังเพื่อทำการก่อสร้างให้เป็นไปตามแนวคิดหลักของการออกแบบวางผัง โดยกรมศิลปากร เมื่อถึงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ดวงอาทิตย์ในฤดูหนาวกำลังตั้งท่าจะคล้อยต่ำลงทางด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิธีการปักหมุดยังคงดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้นพิธี ประชาชนหลายต่อหลายคนได้เข้ามาถ่ายภาพกับหมุดแต่ละจุด อาจด้วยความคิดที่ว่า “นี่คือส่วนหนึ่งของพระเมรุมาศ และหากไม่เข้ามาเก็บภาพในตอนนี้ คงไม่มีอีกแล้ว ในชีวิตนี้”

"เวลานี้มาถึง ก็ใจหายเหมือนกัน เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน" กว่าที่จะมีพระเมรุมาศที่งดงามและยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ เริ่มต้นจากพื้นดินเรียบๆ ค่อยๆก่อตัวขึ้นเป็นโครงเหล็กขนาดใหญ่ คนหลายคนต้องเปื้อนดินเปื้อนทราย ปรับหน้าดิน ขุดพื้นดินให้เป็นทางน้ำ เพื่อเป็นสระอโนดาษ ปลูกหญ้า จัดสวน ปูถนน เพื่อให้สถานที่ตั้งพระเมรุมาศสมบูรณ์พร้อมที่สุด

การเข้าร่วมกับกรมศิลปากร ในนาม “ช่างภาพเยาวชนจิตอาสา กรมศิลปากร” ทำให้พวกเราได้เข้าไปในบริเวณก่อสร้างพระเมรุมาศ สิ่งก่อสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบริเวณโรงขยายแบบ โรงปั้น โรงประกอบพระโกศจันทน์และพระหีบจันทน์ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้เราได้บันทึกภาพจิตอาสา กรมศิลปากรในส่วนงานต่างๆ และยังได้เห็นความคืบหน้าที่เป็นไปอย่างรวดเร็วของพระเมรุมาศ

"หลายครั้งที่ความเป็นเด็กยังทำให้ทำอะไรแบบเด็กๆ ไม่ได้คิดทุกขณะเวลาที่กดชัตเตอร์ว่ามีคนต้องการภาพจากเราอยู่ แต่ความเป็นเด็กนั้น เป็นสิ่งที่สอนเราให้เป็นผู้ใหญ่ในเวลาต่อมา คือหลังจากที่เราได้รับบทเรียนจากความเป็นเด็กแล้ว เราก็เริ่มที่จะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น"

ทุกครั้งที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี มีกำหนดตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศในจุดต่างๆ สิ่งที่เราได้รับคือโอกาสในการเข้าพื้นที่เพื่อกลับไปหานายช่างกรมศิลปากรและพี่ๆ จิตอาสาอีกครั้ง การกลับไปแต่ละครั้งพวกเราไม่ได้มีเฉพาะกล้องและหัวใจแห่งความมุ่งมั่นเหมือนเคย แต่กลุ่มช่างภาพเยาวชนจิตอาสาฯ ได้เตรียมอัดภาพขนาด 4x6 เป็นของติดไม้ติดมือไปด้วยหวังจะมอบให้เจ้าของภาพ ซึ่งเป็นภาพที่บันทึกไว้เมื่อครั้งนานมาแล้ว ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปยังสำนักช่างสิบหมู่ เมื่อภาพที่เราอัดไปปรากฏต่อสายตาของบุคคลที่อยู่ในรูป สิ่งที่เราได้ตอบรับกลับมาคือความปลื้มปิติที่เก็บไม่อยู่ของพวกเขา ทำให้รอยยิ้มปรากฏออกมาด้วยความตกใจและคำขอบคุณ ด้วยใจที่คิดว่าตัวเขาเองก็มีภาพขณะทำงานเบื้องหลังแบบนี้เช่นกัน "เมื่อผู้รับส่งต่อรอยยิ้มมาให้ผู้ให้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธความสุขที่ได้รับกลับคืนจากรอยยิ้มของพวกเขา"

ภาพและเรื่องโดย น.ส.ศิรภัสสร กังสัมฤทธิ์ (น้องมุก) ช่างภาพชมรมเด็กหลังเลนส์ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์



หากจะถามถึงความรู้สึกของกลุ่มศิรภัสสร กังสัมฤทธิ์หรือในมุมมองของคนทั่วไปคือเด็กถือกล้อง ว่ารู้สึกอย่างไรที่ได้มีโอกาสเข้าไปในบริเวณพระเมรุมาศเพื่อบันทึกภาพอย่างนี้ ในคำตอบคงมีหลายความรู้สึกที่ตีกันอยู่ภายในใจ แต่ความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดคงไม่พ้นความภาคภูมิใจที่ได้มีภาพประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง และอีกหนึ่งความรู้สึกคือรู้สึกขอบคุณโอกาสที่ท่านอธิบดีกรมศิลปากรได้ให้กับช่างภาพเยาวชนจิตอาสา หากไม่มีโอกาสนี้จากท่าน ทุกๆอย่างคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และสุดท้าย สิ่งที่เราจะสามารถทำได้คือ "ทำหน้าที่ให้ได้ดีที่สุด"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,295 วันที่ 10 - 13 กันยายน พ.ศ. 2560



บันทึกประวัติศาสตร์