การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง วัดกันที่ “กึ๋น” ผู้นำ?

9 September 2017









Goethe ปรัชญาเมธีคนดัง เคยกล่าวไว้ว่า... “The important thing in life is to have a great aim, and the determination to attain it.”

การชิงชัยเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศเยอรมนี กำลังจะเกิดขึ้นอย่างดุเดือดในวันที่ 24 ก.ย. นี้ นับว่าเป็นมวยถูกคู่ ที่มีเชิงชั้นสูสีพอกัน ระหว่างแชมป์เก่า “นางอังเกลา แมร์เคิล” วัย 63 ปี แห่งพรรคสหภาพประชาธิปไตยชาวคริสเตียน (CDU) กับผู้ท้าชิงดาวรุ่งดวงใหม่ ซึ่งเป็นถึงอดีตประธานสภายุโรป “นายมาร์ติน ชูลซ์” วัย 61 ปี แห่งพรรคประชาธิปไตยสังคม (SPD) โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากการประชุมใหญ่ ให้เป็นตัวแทนพรรคในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้

อังเกลา แมร์เคิล



จากผลการสำรวจคะแนนเสียงเบื้องต้นล่าสุด ปรากฏว่า นางแมร์เคิล นำ นายชูลซ์ 38 ต่อ 24% เฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 18-21 ปี ให้การสนับสนุนนางแมร์เคิลถึง 57% ส่วนนายซูลซ์ได้เพียง 21% เท่านั้น

ปรากฏการณ์การก่อการร้ายที่ทำความเสียหายแถบยุโรปที่ผ่านมา เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ก่อผลกระทบต่อการเลือกตั้งของนางแมร์เคิล พ่ายแพ้ในหลายพันธรัฐ  นักวิเคราะห์การเมืองถึงกับพากันตะลึงพรึงเพริดว่า ยุคความยิ่งใหญ่ของนางแมร์เคิลได้ถึงกาลอวสานแล้วหรือไง?

แต่... ทุกสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง มาบัดเดี๋ยวนี้ ผ่านพ้นมา 1 ปี วิถีการเมืองของนางแมร์เคิลกลับสดใสขึ้น เสมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากภาพลักษณ์แห่งความเป็นผู้นำที่ Have Great aim อันทำให้ชื่อเสียงเชิงชั้นของนางแมร์เคิลได้เปร่งประกายความเก่งกาจ เป็นที่ประจักษ์อยู่บนสารบบในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับในความเป็นผู้นำอย่างเหนียวแน่น จากนานาอารยประเทศ

ดังนั้น นับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือน พ.ย. 2548 เป็นต้นมา ถ้าได้รับเลือกเป็นผู้นำในปี 2560 นี้อีกครั้ง เธอก็จะกลายเป็นวีรสตรีผู้ทำลายสถิติการดำรงตำแหน่งผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศเยอรมนีถึง 4 สมัย

สำหรับด้านฝ่ายที่สนับสนุนพรรคเอสพีดี ต่างก็เชื่อว่า ต่อจากนี้ไปจะเป็นยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของนายซูลซ์แล้วแน่นอน... แต่ความจริงจะเป็นดังนั้นหรือ ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงโต้แย้งกันอยู่ เพราะถ้าดูผลการเลือกตั้งของพรรคเอสพีดีที่ผ่านมา ยังคงไม่สามารถเขย่ารากฐานความนิยมของพรรคขนาดใหญ่ อย่าง “ซีดียู” ได้อย่างแท้จริง การพ่ายแพ้ถึง 3 ครั้งรวดของพรรคเอสพีดีเมื่อ 3 เดือนก่อน ทำให้นายซูลซ์แทบกระอักเลือดตายเช่นกัน...

เหตุนี้ นายซูลซ์จึงต้องหันมาเล่นบท “ชูธง” ประชานิยม โดยเน้นการสร้างความเป็นธรรมแก่สังคมและการขจัดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย แบบ “ราคาคุย”


นอกจากการโชว์กึ๋นในเรื่องดังกล่าวแล้ว นายซูลซ์ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อสถานีโทรทัศน์ในประเทศ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. อย่างโอหังอีกว่า “ข้าพเจ้ากำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แห่งเยอรมนี!” ขณะเดียวกัน เขาได้ยอมรับว่า คงจำต้องจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคอื่น ๆ ด้วยในที่สุด

ทั้งนี้ แม้นายซูลซ์จะโชว์ความมั่นใจในชัยชนะครั้งนี้ก็ตาม แต่สำหรับชาวเยอรมนีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต่างพากันมองเห็นว่า นโยบายบริหารประเทศสุดโต่งของนายซูลซ์ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมปัจจุบัน ฉะนั้น จึงเชื่อได้ว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากยอมเดินตามแนวทางของนางแมร์เคิล เพื่อลดความเสี่ยงอันมิอาจคาดเดาได้ ในกรณีถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชุดใหม่จากนางแมร์เคิลเป็นนายซูลซ์

ดังนี้ ผู้เขียนจึงวิเคราะห์สรุปว่า ฐานะทางการเมืองของนางแมร์เคิลยังมั่นคงดังภูผา และจะกลับมาครองอำนาจอีกครั้งตามคาดหมายแน่นอน ทั้งนี้ เพราะอะไรท่านทราบไหม? โปรดตามต่อ...

นางอังเกลา แมร์เคิล ได้รับเลือกตั้งสู่สภาเยอรมนีจากรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พอมเมิร์น เป็นประธานพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2543 และผงาดขึ้นเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเยอรมนี ที่มีบทบาทสำคัญ อีกทั้งได้รับคำยกย่องว่าเป็น “สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก”

 



ทั้งนี้ แม้พรรค (ซีดียู) ของนางแมร์เคิล จะประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหลายรัฐ เนื่องจากมีพรรคคู่แข่งใหม่ที่ก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่น นั่นคือ พรรคเอเอฟดี ซึ่งเป็นฝ่ายขวา มีนโยบายต่อต้านนโยบายรับผู้อพยพและการอ้าแขนรับผู้ประท้วงของนางแมร์เคิล ซึ่งเธอก็ยอมรับอย่างห้าวหาญว่า นโยบาบดังกล่าวเป็นสาเหตุแห่งการพ่ายแพ้จริง แต่ก็ไม่กระทบต่อความนิยมในตัวเธอมากนัก เนื่องจากผลสำรวจล่าสุดออกมา บ่งชี้ว่า ชาวเยอรมนียังคงนิยมตัวเธอถึง 55% และต้องการให้เธอได้ดำรงตำแหน่งใหม่อีกเป็นสมัยที่ 4 อย่างท่วมท้น จากผลงานการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโลกมามากมาย จึงทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในผู้นำอันโดดเด่นของยุโรปโดยปริยาย

จะสังเกตเห็นคนเยอรมนีทั่วไป มักมีบุคลิกเข้มแข็งอดทน ทำงานจริงจัง ขึงขัง แต่ถ้าหวนกลับมาดูบุคลิก รูปร่าง หน้าตา ของผู้นำประเทศที่นิตยสารฟอร์บส์ยกให้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกถึง 2 ปีติดต่อกัน อย่าง นางแมร์เคิล แล้วทำให้ได้พบความจริงข้อหนึ่งว่า ที่แท้เรื่องของรูปร่างหน้าตาเชย ๆ นั้น มิได้ลบเลือนความมี “กึ๋น” ของนางแต่อย่างใด

ต้องยอมรับ เธอไม่ได้เป็นหญิงแกร่ง หรือ “หญิงเหล็ก” อย่างนายกรัฐมนตรีอังกฤษ “มาร์กาเร็ต แธตเชอร์” และดูเธอออกจะอ้วนตุ๊ต๊ะไม่คล่องแคล่ว เฉลียวฉลาด หรือ ฉะฉาน อย่าง “ฮิลลารี คลินตัน” แต่ทว่า น่าประหลาดไหม? ผู้หญิงที่มิได้สวยเด่นอย่าง “แมร์เคิล” ไยจึง? สามารถต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำดังกระฉ่อนโลก?

ในอดีต นางแมร์เคิลเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันตะวันออก จบดอกเตอร์ด้านฟิสิกส์ ทำงานวิจับเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม แต่มีความสามารถพิเศษพูดภาษาทั้ง เยอรมนี อังกฤษ และรัสเซีย ได้ดี เป็นสาวทึนทึก เชย ๆ ที่ไม่ปรากฏความโดดเด่น ทำนองว่า เป็นคนไม่แต่งตัว ไม่ใส่สูต และทำทรงผมเชย ๆ ไม่เอาไหน และที่ร้ายที่สุด ยังกล่าวหาใส่ร้ายเธอว่า เคยเป็นพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์อีกด้วย แต่เธอก็โต้กลับอย่างแหลมคมว่า “คนที่ฉลาด มีกึ๋น มีเรื่องจะพูดเยอะไป ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องสำอางหรอกนะ”

นางแมร์เคิลใช้วิธีสยบความเคลื่อนไหวด้วยความสงบกับผู้ต่อต้านเธอจนสำเร็จ โดยจะเห็นได้จากคะแนนนิยมของประชาชน บ่งบอกให้เห็นว่า ในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศนั้น มีประชาชนกว่า 75% ยอมรับรัฐบาลของเธอ ที่ทำผลงานได้อย่างน่าพึงพอใจ ซึ่งเป็นระดับคะแนนนิยมที่มีสูงกว่าผู้นำชายก่อนหน้านี้ทั้ง 7 คน และสามารถระดมความเชื่อมั่นได้สูงสุด นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ชาวเยอรมนีต่างชื่นชมบทบาทการเป็นผู้นำของนางแมร์เคิล ในกรณีที่เธอสามารถต่อกรกับผู้นำโลก เช่น ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ หรือแม้กระทั่ง ปูติน หรือ ซาร์โกซี่ อย่างเสมอภาค ด้วยการโน้มน้าวให้กลุ่มประเทศจี 8 เห็นพ้องในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ได้ในระดับหนึ่ง จนได้รับฉายาจากสื่อให้เป็น “Miss World” ...ทำให้ผู้เขียนได้รู้ทฤษฎีใหม่ว่า ถึงไม่สวยแต่เก่ง ก็เป็น “มิส เวิลด์” ได้นะ! ถ้ามี “กึ๋น” จริง


ที่น่าจับตา รัฐบาลที่เธอบริหารอยู่นั้น สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากวิกฤต ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาในอัตราการเติบโตของจีดีพีมาอยู่ที่ 3% และปรากฏตังเลขการส่งออกของเยอรมนีสูงที่สุดในโลก รวมทั้งตัวเลขของคนว่างงานก็ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ดังนั้น การแก้ปัญหาของชาติหรือเศรษฐกิจได้ลุล่วงด้วยดี ย่อมต้องถือเป็นผลงานจากความมี “กึ๋น” ของผู้นำอย่างเธอ (หาใช่ดีแต่ราคาคุย” ...มิใช่หรือ?

ใครจะคิด... ผู้นำที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างนางแมร์เคิล ดำรงชีวิตประจำวันส่วนตัวอย่างเรียบง่าย อยู่กินกับ นายโยอาคซิม ซาวเออร์ สามีที่แต่งงานกันใหม่เมื่อปี 2541 และใช้ชีวิตหลังเลิกงาน (รัฐ) แล้วไปจ่ายตลาด เหมือนแม่บ้านธรรมดา ๆ ทั่วไป ...ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า เธอมิได้เสแสร้ง แต่เป็นคนจริงใจ มุ่งมั่น ขยันทำงานเพื่อส่วนรวม “ตัวจริงเสียงจริง”

การเป็นคนติดดิน และมี “กึ๋น” ของ “แมร์เคิล” ดังกล่าว ได้เสริมสร้างให้เธอกลายเป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจของชาวเยอรมันจำนวนมาก...

ด้วยเหตุผลดังนี้ ผู้เขียนจึงฟันธงว่า เธอจะได้รับชัยชนะ ครองอำนาจอยู่ต่ออีกอย่างแน่นอน

ท้ายนี้ ผู้เขียนจึงฝากความหวังไว้กับ “ลุงตู่” นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ที่มี agreat aim อยู่แล้ว จงได้ยึดถือภาษิตของโกเตอร์ที่ว่า... “สิ่งสำคัญของชีวิต (ผู้นำ) คือ การผลักดันความตั้งใจจริงอันยิ่งใหญ่ ให้บรรลุผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่วางไว้ให้จงได้”

ส่วนการสร้างความรักสามัคคีของคนในชาตินั้น... “Emerson” ได้เคยกล่าวว่า “Trust men, and they will be true to you; trust them greatly and they will show themselves great.”

ดังนั้น นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยจะเป็น “ฮีโร่” ในดวงใจของประชาชนชาวไทยจำนวนมาก และดังขจรระดับโลกเยี่ยง “แมร์เคิล” บ้าง...มิได้หรือ?!
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,293 วันที่ 3-6 ก.ย. 2560

 



เศรษฐกิจ การเมือง ฐานเศรษฐกิจ ผู้นำ ปัญหาเศรษฐกิจ คอลัมน์ฐานเศรษฐกิจ กึ๋นผู้นำ