‘บิสิเนส แมตชิ่ง’ สำเร็จอีกคู่ CCA ทุนเอสเอ็มอีต่อยอดดึงญี่ปุ่น ป้อนเทคโนโลยีลดมลพิษ

18 November 2015






กิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ (บิสิเนส แมตชิ่ง)ที่กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ให้การสนับสนุนสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย(Thai Subcon)มาโดยตลอดทั้งงบสนับสนุนค่าเดินทางภายในประเทศ ค่าเช่าบูธเพื่อแสดงสนค้าในงานแสดงนิทรรศการ เพื่อให้คู่ค้าเห็นว่าไทยสามารถผลิตโปรดักต์อะไรได้บ้าง รวมถึงการพาผู้ประกอบการออกไปแสวงหาตลาดในต่างประเทศ จากความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)มีพัฒนาการยกระดับการผลิตของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นตามลำดับ รวมถึงโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขัน (Manufacturing Development to Improve Competitiveness Programme : MDICP) ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เหล่านี้ถือเป็นโครงการดีๆที่มีส่วนต่อลมหายใจให้เอสเอ็มอีเดินหน้าต่อไปได้จนถึงทุกวันนี้

 นำแบรนด์โลกมาพัฒนา

ล่าสุด "ฐานเศรษฐกิจ" สัมภาษณ์ บุญเลิศ ชดช้อย ประธาน บริษัท ซี.ซี.ออโตพาร์ท จำกัด หรือCCA ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสายพันธุ์ไทย ที่เติบโตมาจากโรงงานเล็กๆเมื่อ 26 ปีก่อน เล่าถึงเส้นทางธุรกิจที่กำลังจะไปไม่รอดในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 แต่ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐจึงพลิกวิกฤติมาเป็นโอกาสให้อุตสาหกรรมเล็กๆ สายป่านสั้น ที่กำลังจะหมดลมหายใจไป สามารถกลับมาเดินหน้าต่อได้
ประธาน CCA ย้อนปูมหลังว่า เมื่อปี 2533 อุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตมาก จึงเป็นช่วงจังหวะที่บริษัทเกาะกระแสเติบโตนี้ไปด้วย เป็นเวลา 7 ปีเต็มที่ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่พอปี 2540 เจอวิกฤติต้มยำกุ้งทำให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เกิดการชะงัก หลายรายปิดกิจการ บางรายก็ร่อแร่ รวมถึง CCA ด้วย แต่โชคดีตรงที่ปี 2541 มีโครงการ MDICP ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมออกมา โดยมีนโยบายนำบริษัทที่วิกฤติเดินต่อไปไม่ได้ แต่มีศักยภาพมาเข้าโครงการดังกล่าว ทำให้ครั้งนั้น CCA ที่กำลังจะไปไม่รอด ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 18 โรงงาน รุ่นแรกที่เข้าโครงการดังกล่าวด้วย

เมื่อบริษัทตั้งหลักได้ก็เริ่มมองเห็นโอกาสใหม่ๆว่า ไม่ควรเน้นที่การผลิตเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ควรกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจอื่นด้วยจึงขยายไปสู่เครื่องมือทันตกรรม โดยเฉพาะเก้าอี้ทำฟัน ที่เริ่มต้นจากการซื้อของเก่าราคาตั้งแต่ 8 พัน - 3 หมื่นบาทต่อเครื่องมาปรับปรุงเพื่อขายต่อในราคา 1 แสนบาทต่อเครื่อง เมื่อเชี่ยวชาญก็นำของดีแต่ละยี่ห้อที่เป็นแบรนด์ดังๆจากอเมริกา ญี่ปุ่นและเยอรมนี มารวมอยู่ที่เดียวกันโดยยกระดับพัฒนาเป็นแบรนด์ของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ "CC" จนล่าสุดบริษัทได้พัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์ในคลินิกทันตกรรมได้ทั้งหมด 37 โปรดักต์ อีกทั้งทำการวิจัยร่วมกับกองทัพบกทำเก้าอี้ทันตกรรมที่ใช้ในภาคสนาม หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ จนมีรายได้หลักมาจากกลุ่มธุรกิจเครื่องทันตกรรม โดยขายตรงให้กับโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และคลินิกทั่วประเทศในราคาไม่สูง

 แตกไลน์ธุรกิจ

ประธานCCA กล่าวอีกว่าจากโอกาสที่ได้รับจากภาครัฐทำให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้น และเติบโตมาตามลำดับดังจะเห็นว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน2558 ที่ผ่าน มาถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวของ CCAในการยกระดับตัวเอง ก้าวสู่โปรดักต์ใหม่อีกครั้ง โดยจับมือกับพันธมิตรญี่ปุ่น บริษัท KENDENSHA(เคนเดนชา)ที่มีโรงงานอยู่ในจังหวัดSHIMANE(ชิมาเน) ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาร่วมทุนด้วยกันเป็นครั้งแรกด้วยงบราว 5 ล้านบาท ผลิตเครื่องจักรที่ใช้ในการแยกของเสียออกจากน้ำภายใต้แบรนด์ "CC" ด้วยขนาดกำลังผลิตต่อปี 200 เครื่องที่จะเริ่มได้ต้นปี 2559 นี้ และคาดว่าจะมีรายได้เข้ามาราว 300 ล้านบาทต่อปี ความร่วมมือดังกล่าวจะผลิตโดยบริษัทCCAที่บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีความพร้อมด้านโรงงานและพนักงานกว่า 200 คนรองรับอยู่แล้ว และจำหน่ายโดยบริษัทเปิดใหม่ในนามบริษัทซี.ซี. เคนเดนชา จำกัด หรือCCKที่ฝ่ายไทยถือหุ้น51% และทุนญี่ปุ่น 49% แบ่งสัดส่วนการขายเป็นส่งออกไปยังญี่ปุ่น 50% และอีก 50% ขายในประเทศ

 พันธมิตรหยุดผลิตที่ญี่ปุ่น

ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยฝ่ายไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นทั้งหมด และลดปัญหามลพิษหรือลดของเสียจากน้ำ เนื่องจากเครื่องจักรที่ใช้ในการแยกของเสียออกจากน้ำจะมีฐานผู้ใช้มาจาก 3 กลุ่มหลักคือ 1.โรงงานอุตสาหกรรม เช่นโรงงานผลิตน้ำตาล แป้งมัน โรงงานแปรรูปอาหาร 2. ครัวเรือน 3. ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เช่นฟาร์มไก่ ฟาร์มหมู ขณะที่ฝ่ายผู้ร่วมทุนญี่ปุ่นหยุดการผลิตที่ญี่ปุ่นเนื่องจากไม่มีคนงาน เพราะในพื้นที่เดิมมีแต่ผู้สูงวัย ขณะที่โปรดักต์ยังขายได้แต่ไม่มีคนผลิต ทำให้บริษัท KENDENSHAยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยย้ายฐานการผลิตทั้งหมดมายังประเทศไทยแทน และสามารถทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงกว่าเดิม
"การร่วมทุนครั้งนี้นอกจากทั้ง 2 ฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกันแล้ว ยังเป็นการลงทุนที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม และลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในเดือนมกราคม 2559นี้บริษัทจะเริ่มผลิตเพื่อส่งออกล็อตแรกไปยังประเทศญี่ปุ่นก่อน 40 เครื่อง โดยราคามีตั้งแต่ 3 แสนบาทต่อเครื่องไปถึง 10 ล้านบาทต่อเครื่อง"

 ลดต้นทุนแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมองอีกว่า อนาคตเครื่องจักรที่ใช้ในการแยกของเสียออกจากน้ำชนิดนี้ จะเข้ามาแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยน้ำเสียที่ออกจากโรงงานเมื่อผ่านเครื่องจักรตัวนี้แล้ว จะทำให้สิ่งที่เจือปนอยู่ถูกแยกออกจากน้ำ และน้ำสามารถปล่อยสู่ธรรมชาติได้ ส่วนกากของเสียก็นำไปสู่กระบวนการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง หรือนำไปทำปุ๋ย จะช่วยลดพื้นที่ในการทำบ่อบำบัดน้ำเสียได้ และมั่นใจว่าฐานผู้ใช้ที่มาจาก 3 กลุ่มหลักทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ครัวเรือน และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จะมีต้นทุนในการบำบัดของเสียลดลง หากมีการติดตั้งเครื่องจักรดังกล่าว เพราะตามระบบเดิมจะเป็นระบบเครื่องกรองหรือคลองหมุนเวียนรอตกตะกอนแล้วนำไปสู่ระบบกำจัดโดยนำทั้งกากและน้ำไปกำจัดซึ่งมีต้นทุนสูง แต่ต่อไปถ้าใช้เครื่องจักรแยกของเสียออกจากน้ำก็จะเหลือเพียงกากที่นำไปกำจัด ส่วนน้ำนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ก็จะช่วยลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นประธานCCA กล่าวทิ้งท้าย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,105 วันที่ 15 - 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) บิสิเนส แมตชิ่ง Thai Subcon MDICP บุญเลิศ ชดช้อย บริษัท ซี.ซี.ออโตพาร์ท จำกัด