ชงคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไฟเขียวมิ.ย.เก็บที่หัวจ่าย7บาทต่อกก./สรรพากรเด้งรับ/อู่ติดตั้งLPGอลหม่าน รีดภาษีรถติดก๊าซเพิ่ม

4 May 2015






กระทรวงพลังงาน จ่อคุมรถยนต์แอลพีจี เตรียมเสนอเก็บภาษีสรรพสามิตที่หัวจ่าย 7 บาทต่อกิโลกรัม หวังดันราคาให้เท่าดีเซล พร้อมเก็บภาษีนำเข้าชุดอุปกรณ์ และภาษีป้ายทะเบียนรถติดตั้งเพิ่ม ด้านปั๊มใหม่คุมการก่อสร้างไม่ให้เกิด โดยออกกฎหมายให้มีพื้นที่กันชน ส่วนอธิบดีกรมสรรพสามิตลั่น พร้อมเด้งรับตามนโยบายรัฐ ขณะที่ผู้ประกอบการติดตั้งแอลพีจีร้องกระทบ 1 พันราย 


นับจากปี 2551 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงค่อนข้างมาก จนส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในรถยนต์ ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จนปัจจุบันเกือบจะกลายเป็นเชื้อเพลิงหลักของรถยนต์รุ่นเก่าที่หันมาติดตั้งแอลพีจีมีจำนวนกว่า 1.2 ล้านคัน และส่งผลให้สถานีบริการแอลพีจีได้รับความนิยมขยายตัวค่อนข้างมาก จนขณะนี้มีปั๊มแอลพีจีทั่วประเทศกว่า 1,869 แห่ง


จากความนิยมของผู้ใช้แอลพีจีในรถยนต์ทำให้ประเทศจากเดิมที่เคยเป็นผู้ส่งออกก๊าซแอลพีจีต้องหันมาเป็นผู้นำเข้าแทนตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องใช้เงินอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีที่ต่ำกว่าตลาดโลกเรื่อยมา จนถึงสมัยนายณรงค์ อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีใหม่ ให้ราคาแอลพีจีภาคขนส่งขยับขึ้นมาเท่ากับภาคครัวเรือนที่ 23.96 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับราคาตลาดโลกแล้วก็ตาม แต่กระทรวงพลังงานก็ยังเห็นว่าแอลพีจีไม่สมควรที่จะนำมาเผาเป็นเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง เพราะไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม จึงพยายามที่จะหามาตรการควบคุมการใช้ และลดการนำเข้าต่อไป


ออกมาตรการคุมกำเนิด


ต่อเรื่องดังกล่าวนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(กธ.) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในธุรกิจก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี ต่อนโยบายการควบคุมการใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่ง เพื่อนำไปบรรจุอยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีนายอารีพงษ์  ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน


โดยการจัดทำแผนครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันของผู้ใช้เชื้อเพลิงเนื่องจากปัจจุบันการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของแอลพีจีอยู่ระดับต่ำเพียง 2.17 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 4.25 บาทต่อลิตร ซึ่งมีแนวทางที่จะไปจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแอลพีจีประมาณ 4-5 บาทต่อลิตรหรือประมาณ 7 บาทต่อกิโลกรัม จะทำให้ราคาแอลพีจีขยับขึ้นไปใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลได้ ซึ่งการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะดำเนินการจัดเก็บภาษีที่หัวจ่ายแอลพีจี ขณะนี้กำลังตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพสามิตว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ หากยังไม่มีกฎหมายในข้อนี้ทางกรมก็จะเสนอข้อแก้ไขเข้าไปบรรจุอยู่ในแผนด้วย


นอกจากนี้จะมีการเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีป้ายทะเบียนกับรถยนต์ที่ติดแอลพีจีเพิ่มขึ้นซึ่งหากทางกรมการขนส่งทางบกยังไม่มีมาตรการเก็บภาษีป้ายกับรถยนต์เก่าซึ่งส่วนใหญ่จะติดตั้งแอลพีจีก็จะมีการเสนอการจัดเก็บภาษีป้ายรถยนต์แอลพีจีแต่หากกรมการขนส่งทางบกดำเนินการออกมาตรการเก็บภาษีป้ายรถยนต์เก่าแล้วก็จะช่วยให้การนำรถเก่ามาติดตั้งแอลพีจีหมดไปได้ระดับหนึ่งรวมถึงจะเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าอุปกรณ์ถังแอลพีจีที่นำมาติดตั้งในอัตราที่เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการควบคุมการใช้ที่ต้นทางอีกส่วนหนึ่งเนื่องจากปัจจุบันอุปกรณ์ติดตั้งแอลพีจีอยู่ในระดับต่ำเกินไป


ส่วนการควบคุมการก่อสร้างปั๊มแอลพีจีนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการออกกฎหมายสำหรับการก่อสร้างสถานีบริการแอลพีจีขึ้นมาใหม่โดยผู้ที่จะก่อสร้างปั๊มจะต้องมีพื้นที่กันชนรอบสถานีบริการเพื่อไม่ให้มีสิ่งปลูกสร้างอยู่รอบปั๊มแอลพีจีดังนั้นการก่อสร้างปั๊มใหม่จะต้องลงทุนที่สูงขึ้นเพราะจะต้องใช้พื้นที่เพิ่มอีกเท่าตัวสำหรับการใช้เป็นพื้นที่กันชนโดยปัจจุบันมีปั๊มแอลพีจีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 1.869 พันแห่ง โดยกฎหมายดังกล่าวขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา หากกฎหมายออกมาก็จะทำให้ปั๊มแอลพีจีเกิดขึ้นได้ยากขึ้น


ชงกพช.ไฟเขียวมิ..นี้


นายวิฑูรย์กล่าวอีกว่าสำหรับแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้และหลังจากนั้นจะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเห็นชอบเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาได้ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งหากแผนประกาศบังคับใช้ได้ จะเป็นการช่วยลดปริมาณการใช้แอลพีจีในภาคขนส่งของประเทศลงมาได้มาก จากปัจจุบันมีการใช้อยู่ประมาณ  1.2 แสนตันต่อเดือน และจะเป็นการช่วยลดการนำเข้าแอลพีจีในภาพรวมลงได้จากปัจจุบันที่ยังต้องนำเข้าอยู่ประมาณ 1.5 แสนตันต่อเดือน


มาตรการต่างๆ ที่จะออกมานั้น จะช่วยให้ปริมาณรถยนต์ที่ติดตั้งแอลพีจีลดน้อยลง ในขณะที่รถเก่าที่ติดอยู่แล้ว จะได้รับผลกระทบจากราคาที่ขยับขึ้นไป รวมถึงภาษีป้ายที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น เพราะหากราคาแอลพีจีใกล้เคียงกับราคาน้ำมันแล้ว เชื่อว่ารถยนต์เก่าที่ติดแอลพีจีจะหมดไป จนในที่สุดประเทศอาจจะไม่จำเป็นต้องนำเข้าแอลพีจีหรือนำเข้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


กรมสรรพสามิตพร้อมเด้งรับ


ต่อเรื่องนี้นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ขณะนี้ทางกรมธุรกิจพลังงาน(กธ.) ยังไม่ได้ส่งเรื่องเข้ามายังกรมสรรพสามิต  และในแง่กรมสรรพสามิตเอง ก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้จัดเก็บภาษีตามนโยบายของกระทรวงพลังงานและตามนโยบายรัฐบาล ดังนั้นถ้ากพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเห็นชอบ ทางกรมสรรพสามิตก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม และมองว่าการปรับขึ้นภาษีแอลพีจีก็เป็นแนวทางหนึ่งในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานด้วย


อู่ติดตั้งพันรายกระทบ


นายสุรชัย นิตติวัฒน์ อุปนายกสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย และประธานกรรมการ บริษัท เอนเนอร์จี รีฟอร์ม จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวคิดของภาครัฐที่ได้นำเสนอออกมา จะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการทั้งผู้ติดตั้ง โรงงานประกอบ และผู้นำเข้าอุปกรณ์ ซึ่งในกลุ่มนี้มีมากกว่า 1 พันราย รวมไปถึงผู้ใช้รถแอลพีจีที่มีการติดตั้งไปแล้วกว่า 1.3 ล้านคัน และสถานีบริการที่มีประมาณ 2 พันแห่งทั่วประเทศ


การใช้แอลพีจีในบ้านเรา ประกอบไปด้วย 3 หน่วยหลักๆคือ ใช้ในครัวเรือน , ใช้ในภาคปิโตรเคมี และใช้ในรถยนต์ ซึ่งการที่ภาครัฐมีแนวคิดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่ม เพื่อจะให้กลุ่มรถยนต์ใช้น้อยลงนั้น แน่นอนว่าเกิดผลกระทบกับผู้ที่อยู่ในธุรกิจนี้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยเรามองว่านโยบายดังกล่าวไม่เป็นธรรม เพราะแอลพีจี เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกเช่นเดียวกับ เอ็นจีวี แต่เหตุใดจึงจัดเก็บเพิ่มเฉพาะแอลพีจีเท่านั้น 


นายสุรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่าความคืบหน้าล่าสุดบริษัทได้มีการพูดคุยกับเครือข่ายธรรมภิบาลด้านพลังงาน , ผู้ประกอบการรับติดตั้งรายอื่นๆรวมไปถึงผู้ใช้บริการ และสมาชิกของสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทยที่มีจำนวน 200 รายเพื่อจะไปยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมและนำเสนอข้อมูลให้กับภาครัฐทั้งนายกรัฐมนตรีและกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยคาดว่าจะเข้าไปเจรจาภายในเดือนพฤษภาคมนี้


เราขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับแนวคิดนี้ของรัฐบาลว่า แท้จริงแล้วเป็นการส่งเสริมหรือการทำลาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภคหรือไม่อย่างไร ซึ่งขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อจะรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆไปนำเสนอกับรัฐบาล เบื้องต้นเราจะนำเสนอในสิ่งที่ทุกคนต้อง วิน-วิน กล่าวคือรัฐบาลได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการ-ผู้ใช้ก็ต้องได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน หรือหากรัฐจะมีการปรับราคาของแอลพีจี จากปกติ 14 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 15 – 16 บาทต่อลิตร(ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม) ก็ไม่เป็นไร เพราะถือเป็นราคาที่สอดคล้องกับตลาดโลก ตรงจุดนี้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจและรับได้


ห่วงการลักลอบกลับมาใหม่


นายสุรชัยกล่าวอีกว่าสิ่งที่เป็นกังวลอีกประการก็คือแนวคิดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่หัวจ่ายเพื่อป้องกันการลักลอบต่อกรณีนี้ประเมินว่ารัฐต้องมีการพิจารณาแนวคิดนี้ใหม่เพราะมองว่ายิ่งห้ามจะยิ่งเป็นการเปิดช่องให้กับผู้ประกอบการหรือผู้ใช้บางคนมีการนำก๊าซแอลพีจีที่ใช้ในครัวเรือนไปใช้กับรถยนต์มากขึ้นเพราะต้นทุนราคาถูกกว่าซึ่งหากมีผู้ทำแบบนี้จริงๆจะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัยขึ้นมาตรงจุดนี้รัฐควรมีการทบทวน   


ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจรับติดตั้งก๊าซรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมามีการชะลอตัวลงโดยผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็กประสบภาวะขาดทุนทำให้ต้องปิดตัวปัจจุบันเหลือผู้ประกอบการประมาณ 1 พันรายทั่วประเทศ ส่วนสถานีบริการแอลพีจีที่มีกว่า 2 พันรายทั่วประเทศก็ไม่มีการขยายเพิ่มแล้ว 


ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่เปิดร้านรับติดตั้งหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะราคาน้ำมันที่ลดลง และนโยบายพลังงานที่ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่มีลูกค้าเข้ามาติดตั้ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระสต๊อก ส่วนผู้ประกอบการที่ยังอยู่ ก็ต้องมีการกระตุ้นการขาย-ทำการตลาดในรูปแบบต่างๆออกมา ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้เห็นคือการปรับราคาติดตั้ง ที่ลดลงกว่า 25-30% โดยปัจจุบันราคาติดตั้งแอลพีจีเฉลี่ยเริ่มต้น 1.7 – 3 หมื่นบาท


ด้านนายอภิสิทธิ์ธนาดำรงศักดิ์รองกรรมการผู้จัดการบริษัทเอสซีจีออโต้แก๊สจำกัดเปิดเผยเรื่องเดียวกันว่าภาพรวมผู้ให้บริการติดตั้งระบบก๊าซรถยนต์ในปีนี้ยังไม่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาโดยประเมินว่าการติดตั้งแอลพีจีจะต่ำกว่า 3 พันคันต่อเดือน จากเดิมที่เคยติดตั้ง 4 – 5 พันคัน ขณะที่แอลพีจี ก็จะต่ำกว่า  1 พันคันต่อเดือนโดยปัจจัยที่เข้ามากระทบเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงและนโยบายด้านพลังงานทางเลือกที่ไม่ชัดเจน


ซ้ำเติมปั๊มก๊าซยอดขายหาย


นางจินตนากิ่งแก้วรองกรรมการผู้จัดการบริษัทสยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลล์จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณีที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายควบคุมการใช้แอลพีจีในภาคขนส่ง โดยเชื่อว่าสถานีบริการแอลพีจีรายใหม่จะเกิดขึ้นยาก โดยเฉพาะรายเล็กๆจะล้มหายตายจากไป เนื่องจากหากราคาแอลพีจีปรับสูงขึ้นใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดีเซล ประกอบกับรถยนต์แอลพีจีจะต้องเสียภาษีเพิ่ม เชื่อว่าผู้ใช้รายใหม่ๆอาจลังเลใจที่จะเปลี่ยนมาใช้แอลพีจี ส่งผลให้ยอดขายแอลพีจีภาคขนส่งปรับลดลง


โดยปัจจุบันแม้ว่าจะยังไม่มีนโยบายควบคุมแอลพีจีในภาคขนส่ง แต่หลังจากที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงมาก รวมทั้งถูกผู้ค้ารายเล็กแย่งตลาดในช่วงที่แอลพีจีภาคครัวเรือนและขนส่งไม่เท่ากัน ทำให้ยอดขายแอลพีจีของบริษัทลดลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ปัจจุบันราคาแอลพีจีที่เท่ากันทุกภาคส่วน ทำให้ภาพรวมยอดขายของบริษัทน่าจะกลับมาดีขึ้น แต่การที่กระทรวงพลังงานเตรียมออกมาตรการควบคุมแอลพีจีภาคขนส่งก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ค้าแอลพีจี


อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงติดตามนโยบายของภาครัฐว่า จะดำเนินการดังกล่าวจริงหรือไม่ ซึ่งแนวทางรองรับบริษัทจะเน้นขายแอลพีจีไปยังภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนส่งออกอยู่ที่ 60% และยอดขายในประเทศ 40% ส่วนแผนขยายสถานีบริการแอลพีจีในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มเป็น 550 แห่งภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 540 แห่ง โดยในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นสถานีบริการแอลพีจีของบริษัท 40 แห่ง ส่วนที่เหลืออีก 500 แห่งเป็นของดีลเลอร์



กรมธุรกิจพลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ ก๊าซแอลพีจี สยามแก๊ส นางจินตนา กิ่งแก้ว บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลล์ จำกัด (มหาชน) สุรชัย นิตติวัฒน์ สมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย