ฟ้อง! ไพรินทร์ ตุกติก 570 ล้าน

14 July 2017





ปูดอีกคดีปาล์มอินโดฯ ปตท.ลาก “ไพรินทร์” และพวกฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวงพลังงาน เร่งรัดอนุมัติเงิน 570 ล้านให้ผู้บริหาร KAIPATAR-INVESTAMA แลกลายเซ็น หลักฐานส่ง ป.ป.ช. เชือดแพะ 2 หมื่นล้าน กังขา 2 บิ๊กร่วมขบวนการยังลอยนวล

ทำท่าจะเป็นมหากาพย์สำหรับโครงการปลูกปาล์มและธุรกิจปาล์มนํ้ามันในประเทศอินโดนีเซียของบริษัท ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด (PTTGE) เครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) ที่เกิดความเสียหายจนกระทรวงพลังงานสั่งให้ล้มโครงการ คณะกรรมการบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) มีมติไล่นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGE นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตซีอีโอ ปตท. ยังส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีอาญาและยื่นฟ้องทางแพ่งให้นายนิพิฐรับผิดชอบค่าเสียหายเพียงคนเดียว 2 หมื่นล้านบาท

 


นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตซีอีโอ ปตท.




“คุณไพรินทร์ฟ้องคุณนิพิฐเสมือนกับมีความโกรธแค้น ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลข้อเท็จจริง ตอนแรกจะฟ้องเรียกค่าเสียหายถึง 7 หมื่นล้านบาท แต่บอร์ดลงความเห็นว่าตัวเลขเกินจริงไปมาก จึงยอมลดลงเหลือ 2 หมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่รวมทรัพย์สินที่ดินในอินโดนีเซียก็ไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นความผิดของคุณนิพิฐคนเดียว หากคุณนิพิฐผิดจริง ไม่เพียงแต่คุณไพรินทร์เท่านั้น บอร์ดทุกคนน่าจะผิดด้วย” แหล่งข่าวทนาย ความนายนิพิฐตั้งข้อสังเกตและว่า การบิดเบือนข้อเท็จจริง น่าจะเกิดจากการเมืองภายใน ปตท. ทำให้มีการพุ่งเป้าไปที่นายนิพิฐเพียงคนเดียว ทำให้นายนิพิฐต่อสู้ด้วยการยื่นฟ้องนายไพรินทร์และพวกรวม 7 คน ประพฤติมิชอบ เป็นคดีที่ 2 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลประทับรับฟ้องและนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 19 ต.ค. 2560 ส่วนคดีแรกนายนิพิฐยื่นฟ้องนายไพรินทร์และพวกรวม 5 คน ไปเมื่อวันที่ 1 มี.ค.2560 ในหลายประเด็น

สำหรับคดีที่ 2 เจาะจงฟ้องไปที่เงินจำนวน 16.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 570 ล้านบาท ประเด็นก็คือนายไพรินทร์ร่วมกับพวก เร่งรัดจ่ายเงินให้นายเบอร์ฮัน ผู้บริหาร บริษัท KAIPATAR-INVESTAMA ในประเทศอินโดนีเซีย แลกกับการลงนามในหนังสือที่เป็นหลักฐานว่านายนิพิฐเป็นผู้สร้างความเสียหายทุจริตค่านายหน้าในโครงการปลูกปาล์มและธุรกิจปาล์มนํ้ามัน (PT.KPI)

คำฟ้องคดีที่ 2 ระบุว่า จำเลยทั้ง 7 คือนายไพรินทร์และนายวิชัย พรกีรติวัฒน์ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร นายพีรฉัตร ปิ่นประยงค์ นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ นางรสยา เธียรวรรณ และนายสุรชัย สุขะหุต มีการร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ นำเอกสารมาแจ้งความเท็จ ที่สำคัญจำเลยรีบเร่งอนุมัติเงิน 16.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 570 ล้านบาท ให้นายเบอร์ฮัน ทั้งๆ ที่กระทรวงพลังงานสั่งให้ระงับการจ่ายเงินทุกโครงการทุกธุรกรรมไปแล้ว เท่ากับเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวง ทำให้ ปตท.ได้รับความเสียหาย เป็นความเสียหายที่ถูกใช้ไปแลกกับผลประโยชน์ในหนังสือที่มีข้อความอันเป็นเท็จใส่ร้ายโจทก์



“มีการเรียกประชุมคณะกรรมการ PTTGE วันที่ 15 และ 25 ม.ค. ก่อนที่จำเลยจะร่วมกัน ลงรายมือชื่อเพื่ออนุมัติการจ่ายเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 350 ล้านบาท ในวันที่ 30 มกราคม 2556 เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเงินทั้งจำนวน” คำฟ้องระบุ“ชาญศิลป์-รสยา”ยังอยู่

แหล่งข่าวกล่าวเปิดเผยว่า ปัจจุบันนายชาญศิลป์กับนางรสยา จำเลยซึ่งอยู่ในกระบวนการเร่งรัดการจ่ายเงินและถูกฟ้องร้องต่อศาล ยังคงนั่งทำงานอยู่ใน ปตท.โดยนายชาญศิลป์ เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารกลยุทธ์ กลุ่มธุรกิจปิโตรขั้นปลาย PTT ส่วนนางรสยา เป็นกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGE เป็นไปได้อย่างไร เพราะทั้ง 2 คนอาจจะมีพฤติกรรมเข้าข่ายการสร้างพยานหรือหลักฐานเท็จขึ้นมาใหม่ ยุ่งหรือทำลายพยานหลักฐานเดิม หรืออาจจะปกปิดการกระทำความผิดของตนเองและพวกพ้อง สิ่งที่จะตามมาคือทำให้เกิดความเสียหายแก่ ปตท.และ PTTGE อย่างต่อเนื่อง

PT.KPI ของ PTTGE เริ่มขึ้นเมื่อปี 2550 PTT ถือหุ้น 100% เพื่อลงทุนโครงการพัฒนาธุรกิจปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย ปตท.มอบหมายให้นายนิพิฐเป็นผู้อำนวยการโครงการ ต่อมาปี 2559 พบว่ามีปัญหาในการซื้อสิทธิสัมปทานที่ดินบางแปลง กระทั่งมีการกล่าว หานายนิพิฐ


คดีปาล์มอินโดฯ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตซีอีโอ ปตท.