บินไทยเค้นลดรายจ่ายระดับบนยันล่าง

15 November 2015






บินไทยหั่นเฮี้ยนค่าใช้จ่ายงบโฆษณา ลงทุน จัดซื้อ ออกประกาศ 20 ข้อขอความร่วมมือในองค์กร หวังโปะรายได้เพิ่ม 3 พันล้านบาท Q4 มั่นใจสิ้นปีลดได้หมื่นล้าน ทั้งยังเดินหน้าดันยีลด์ขายตั๋วเพิ่มเป็น2.68 บาทต่อที่นั่งต่อกม.ลดเฮจจิ้งน้ำมันเหลือ 35 % โละฝูงบินอีก 14 ลำ จ่อขายทรัพย์สินที่ใช้งานต่ำกว่า 75 % คาดเห็นผลชัดปี 59 ลดค่าใช้จ่ายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ด้านคนร.ฮึ่มแผนไม่ขยับบอร์ดมีสิทธิ์เด้ง

ตารางแผนการขายฝูงบินของการบินไทยในปีนี้



หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ดได้ขีดเส้นตายให้ ผู้บริหาร การบินไทยไปปรับปรุงแผนฟื้นฟูองค์กรใหม่เพื่อลดปัญหาการขาดทุนในช่วงไตรมาส 4 ที่คาดว่าจะมีจำนวนถึง 4 พันล้านบาทนั้น

แหล่งข่าวระดับสูงจาก บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ว่าจากการประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารหรืออีเอ็มเอ็มล่าสุดได้มีแผนเร่งลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งทบทวน สิทธิประโยชน์และเงินเดือนของผู้บริหารระดับสูง ให้มีความเหมาะสมโดยให้เปรียบเทียบกับสายการบินคู่แข่งและสายการบินชั้นนำระดับเดียวกัน

รีวิวแผนยุค"ปิยสวัสดิ์"

นอกจากนี้ยังได้มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดค่าใช้จ่ายโดยมุ่งเพิ่มรายได้อีกราว 1.4 ล้านบาท พร้อมทั้งลดค่าใช้จ่ายอีกราว 1พันล้านบาท เพื่อหวังสร้างรายได้อีกราว 3 พันล้านบาท โดยจะขอความร่วมมือให้พนักงานร่วมลดค่าใช้จ่าย ก็จะคล้ายกับที่เคยทำในยุค นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ในราว 20-30 ข้อ อาทิ การตัดงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ การตัดงบบริจาค งบลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือยังไม่จำเป็น การเจรจากับพันธมิตรธุรกิจในการจัดซื้อจัดจ้าง คู่สัญญาเพื่อทำบราเตอร์เพื่อชะลอการใช้เงิน แต่ต้องไม่กระทบถึงเรื่องมาตรการความปลอดภัยและการบริการลูกค้า เป็นต้น

แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า การอาสาสมัครใจลดเงินเดือน มีการตกลงกันแล้วในส่วนของฝ่ายบริหาร จะมีการให้อาสาสมัครลดเงินเดือน(บริจาคเงินคืนบริษัท) เฉพาะในส่วนของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (อีวีพี) 10% จำนวน 12 คน ที่จะมีผลในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ และกำลังเปิดอาสาสมัครในระดับผู้อำนวยการใหญ่ (วีพี) อีก 5% ซึ่งมีผู้บริหารที่ร่วมโครงการจนถึงระดับวีพีอยู่ราว 30 คนเท่านั้นไม่ถึงพนักงานระดับต่ำกว่าวีพี ยกเว้นจะสมัครใจ เข้าร่วม ซึ่งตำแหน่งอีวีพี มีเงินรายได้ต่อเดือนอยู่ราว 2 แสนบาท ส่วนวีพีมีรายได้ต่อเดือนราว 1 แสนบาท ขณะเดียวกันในการประชุมบอร์ดวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ทางบอร์ดก็จะมีการตกลงถึงการลดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อบริษัทอีกทางหนึ่ง

แนวโน้มขาดทุน 4 พันล.

ส่วนภาพรวมของการลดค่าใช้จ่ายในปี 2558 ตามแผนต้องลดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1.08 หมื่นล้านบาทหรือคิดเป็น 10% จากปี 2557 ขณะนี้ลดค่าใช้จ่ายไปได้แล้วร่วม 9% หรือเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งโจทย์ที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด คาดหวังการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปีนี้ไม่ควรจะขาดทุนหรือทำให้ขาดทุนน้อยกว่าที่คาดไว้ เพราะจากการคำนวณล่าสุดเบื้องต้นพบว่าในช่วงไตรมาส 3 การบินไทยมีแนวโน้มขาดทุนร่วม 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ไม่รวม 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ที่ขาดทุนไปแล้วราว 8 พันล้านบาทขณะที่ไตรมาส 4 ปีนี้มีแนวโน้มขาดทุน 4 พันล้านบาท จากการขายตั๋วล่วงหน้าที่ขายไปแล้ว 70% แต่พบว่า มีอัตราผลตอบแทน(Yield) ต่อปริมาณการผลิตผู้โดยสารต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้โดยควรจะขายได้อยู่ที่ 2.68 บาทต่อที่นั่งต่อกิโลเมตร แต่ขายได้เพียง 2.30 บาทต่อที่นั่งต่อกิโลเมตร เท่านั้น ซึ่งก็ยังมีโอกาสอีก 10% ที่จะดันยีลด์ให้เพิ่มขึ้น และคาดว่าไตรมาสที่ 1 และ 2 ปีหน้าจะมีเริ่มทำกำไร

จ่อขายทรัพย์สินใช้งานต่ำกว่า75%

อย่างไรก็ดีในส่วนการขายทรัพย์สินของบริษัทนั้นบอร์ด เห็นชอบไปแล้วหลักการถึงการศึกษาเรื่องของการประเมินทรัพย์สินที่จะขายหรือจะเก็บไว้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.ทรัพย์สินที่มีการใช้งาน 100% ก็จะเก็บไว้ 2.ถ้าทรัพย์สินมีการใช้งาน75 % ก็ต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมที่จะเก็บไว้หรือไม่ โดยพิจารณาจากผลประกอบการ แต่หากเป็นบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวกับเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ นกแอร์ ก็ยังคงเก็บไว้อยู่ และ3.ถ้าใช้งานต่ำกว่า 75% ก็จะพิจารณาขายออกไป ซึ่งก็พิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ อาทิ ที่ดิน หรืออาคารสำนักงานในประเทศหรือต่างประเทศในจุดที่ไม่ได้ทำการบิน เป็นต้น

"เบื้องต้นที่มีการคำแนะนำว่าควรจะขายออกไป คือ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตันเขตบางรัก เนื่องจากมีผลประกอบขาดทุน ขณะที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ เพิ่งเริ่มมีกำไรก็จะไม่ขาย เช่นเดียวกับโรงแรมอมารี ดอนเมือง มีกำไร และมีการเสนอถึงการเพิ่มทุนครัวการบินที่ภูเก็ต เนื่องจากรายได้ดี ซึ่งทั้งหมดก็กำลังประเมินอยู่" แหล่งข่าวกล่าว

ปรับแผนขายฝูงบินใหม่

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อว่า ส่วนแผนการขายเครื่องบินขายเครื่องบินในปีนี้จำนวน 42 ลำ แบ่งเป็น การขายเครื่องบินที่ปลดประจำการในปีที่แล้ว 22 ลำ และเครื่องบินที่จะปลดระวางในปีนี้จากแผนการยกเลิกเส้นทางบิน 20 ลำนั้น จากการปรับแผนล่าสุดจะมีเครื่องบินที่จะขายทั้งหมด 32 ลำจนถึงสิ้นปีนี้เท่านั้น

โดยแผนการขายเครื่องบินที่ปลดประจำในปีที่แล้ว 22 ลำ จะขายได้ 18 ลำ โดยมีการขายไปแล้ว 16 ลำ ยังเหลือแอร์บัสเอ 340-500 จำนวน 4 ลำ และเอทีอาร์ 2 ลำ ซึ่งในส่วนของเอทีอาร์ น่าจะขายได้ ขณะที่เอ 340-500 กำลังเสนอว่าจะนำกลับมาทำการบินใหม่ เพราะเครื่องบินรุ่นนี้ขายยาก ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลงมากก็จะทำให้สามารถนำมาทำการบินใหม่ได้โดยไม่ประสบปัญหาการขาดทุนอย่างในอดีต

สำหรับเครื่องบินที่จะปลดระวางในปีนี้จากแผนการยกเลิกเส้นทางบิน 20 เส้นทางนั้น ตามแผนจะปลดระวางเหลือ 14 ลำในปีนี้ จากการทบทวนใหม่พบว่าหลายเส้นทางบินยังไปได้ จึงไม่มีการยกเลิกจุดบินใด ๆ เพิ่มเติมอีก นอกจากที่ปิดไปแล้ว 3 เมือง คือ โจฮันเนสเบิร์ก ประเทศเซาธ์แอฟริกา , มาดริด ประเทศสเปน , ลอสแองเจลีส สหรัฐอเมริกา จากเดิมที่วางไว้ว่าจะปิด 10 จุดบิน ไม่ว่าจะเป็น โรม มิลาน ประเทศอิตาลี บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย หรือเที่ยวบินกลางวันสู่ลอนดอน แฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งที่เตรียมจะนำเข้าบอร์ดในเดือนหน้า คือ ขายเอ 330 จำนวน 2 ลำ และโบอิ้ง747 จำนวน 4 ลำ ส่วนที่เหลือคือ เครื่องบินเฟตเตอร์ 2 ลำ เอ 340-600 อีก 6 ลำ จะขายแล้วเสร็จปี 2559 ทั้ง 14 ลำ

ปี 59 ลดคอสต์ 2.1 หมื่นล.

นอกจากการดำเนินการตามแผนแก้ปัญหาในปีนี้แล้ว ในขณะนี้การบินไทย กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนงบประมาณปี 2559 โดยจะต้องมองการเพิ่มรายได้ที่สามารถทำกำไรได้อย่างแท้จริง รวมถึงการตั้งเป้าหมายที่จะลดค่าใช้จ่ายลงอีกราว 2.1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 20% จากปี 2557 โดยในปีหน้าการบินไทย จะมีแนวโน้มค่าใช้จ่ายลดลงกว่าปีนี้มาก ที่ส่งผลต่อการขาดทุนทางบัญชีที่ลดลง จากเครื่องบินที่ปลดระวาง ที่ไม่น่าจะมีแล้ว ทำให้ไม่ต้องบันทึกการด้อยค่าของเครื่องบินสูงเหมือนในปีนี้ซึ่งมีจำนวนถึงหมื่นล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่ลดลงจากโครงการ MSP จำนวน 1,401 คนที่จะเห็นผลทางบัญชีในปีหน้าเช่นกัน เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายหลังการปรับปรุงเครือข่ายเส้นทางบิน ลดและยกเลิกเที่ยวบินไม่ทำกำไรเพราะติดเรื่องของสัญญาเช่า สำนักงานในต่างประเทศ การชดเชยการขายตั๋ว ที่มีการผูกพันสัญญาอยู่ที่ 3-6 เดือน เป็นต้น

เฮดจิ้งน้ำมันเหลือ35%

รวมทั้งในปีหน้าการบินไทย จะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง เพราะตามสัญญาในปีหน้าการบินไทยจะทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันล่วงหน้าหรือเฮดจิ้งแค่ 35% ของจำนวนน้ำมันทั้งหมด จากในปีนี้ที่เฮดจิ้งไว้ 85% ของจำนวนน้ำมันหมด ในราคา 110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลขณะที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือสูงสุดอยู่ที่ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้การบินต้องจ่ายค่าส่วนต่างคือบริษัทที่รับประกันน้ำมันล่วงหน้า รวมถึงบริษัท ก็ยังมีรายได้จากที่ชนะคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย กรณีการผลิตเก้าอี้ของโคอิโตะ(Koito) ให้กับการบินไทยแต่ไม่ได้มาตรฐาน ที่ตกลงกันหน้าศาล ที่การบินไทยจะได้เงินเข้ามาจากการชนะคดี 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 5 พันล้านบาท ที่ในขณะนี้โอนมาแล้วครึ่งหนึ่ง และก็จะทยอยโอนต่อไปจากนี้

แผนไม่ขยับบอร์ดมีสิทธิ์เด้ง

ทางด้านนายทวีศักดิ์ กออนันตกุล ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากการติดตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาของการบินไทย จากการประชุม คนร.ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 โดยส่วนตัวเห็นว่าในขณะนี้กลุ่มผู้บริหารระดับสูง รวมถึงบอร์ดการบินไทย มีการสื่อสารที่ชัดเจนแล้วถึงความเอาจริงเอาจังในการดำเนินการร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะการบินไทยอาการน่าเป็นห่วงโดยนายจรัมพร ดีดี ได้มาอธิบายถึงสิ่งที่ยังพลาดเป้าอยู่ สิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว และทิศทางในการเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีนี้และการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ยังใช้ไม่คุ้มค่า ให้คุ้มขึ้น เพื่อไม่ให้การขาดทุนในปีนี้พุ่งสูงจนเกินไป

"ผมก็อยากให้กำลังให้ทีมทำงาน และคงจะต้องมาดูผลอีกครั้งในช่วงสิ้นเดือนธันวาคมนี้ ว่าจะสถานการณ์จะขยับไหม และจะประเมินอีกครั้งในสิ้นเดือนเมษายนปี2559 ซึ่งหน้าที่ของซุปเปอร์บอร์ด คือดูเรื่องของกระบวนการในการบริหารและธรรมาภิบาลของบอร์ดแต่จะไม่เข้าไปล้วงลูกการทำงาน ดังนั้นสิ่งที่ซุปเปอร์บอร์ดดำเนินการคือเป็นเรื่องแต่งตั้งถอดถอนคณะกรรมการ(บอร์ด)ที่ทำงานร่วมกับดีดี" นายทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,104 วันที่ 12 - 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


การบินไทย ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ คนร.