‘อภิรดี-ยรรยง’ ประชันแนวคิด ระบายสต๊อกจำนำข้าว

12 November 2015






ยังเป็นหนังม้วนยาว สำหรับมหากาพย์โครงการรับจำนำข้าว ทั้งในส่วนของการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลที่ยังคั่งค้างอยู่อีกกว่าหลายล้านตัน กลายเป็นภาระของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องเร่งระบายข้าวที่เสื่อมคุณภาพออกไปให้ได้โดยเร็ว

กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจใช้อำนาจ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ออกคำสั่งคุ้มครองผู้บริหารจัดการข้าวที่อยู่ในสต๊อกทั่วประเทศ ด้วยเหตุผลว่า
..เสียดายข้าวที่เน่าเสียหายจากการจัดเก็บ ไม่สามารถจะนำไปจัดการอะไรได้ นอกจากนำไปเผาทำลายเท่านั้น.. ทั้งยังกล่าวยืนยันว่า ไม่ใช่เพื่อไล่ล่าเอาผิดผู้ใด แต่เนื่องจากมีข้าวเสียหายที่ต้องเร่งจัดการ และเกรงว่า เจ้าหน้าที่จะนำเอาข้าวเสียปนกับข้าวดีไปจำหน่าย กลายเป็นความผิดได้ เนื่องจากไม่สามารถแยกข้าวดีข้าวเสียได้.."

การงัดอำนาจพิเศษของ"บิ๊กตู่"ตกเป็นเป้าโจมตีจากพรรคเพื่อไทยไม่เว้นวัน นายยรรยง พวงราช ลูกหม้อกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับรู้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้มาตั้งต้นนั่งเก้าอี้ "ปลัดกระทรวงพาณิชย์" สมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทั่งได้รับความไว้วางใจมาเป็น "รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์" โพสต์ความเห็นส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊ก ฉะการทำงานของรัฐบาล "บิ๊กตู่" เผ็ดร้อนตอนหนึ่งว่า

อภิรดี ตันตราภรณ์



 

ยรรยง พวงราช



...กำลังจะนำประเทศเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างรุนแรง โดยชะลอการขายข้าวคุณภาพดี แต่จะขายเฉพาะข้าวเสื่อมคุณภาพ โดยเฉพาะช่วงแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน - พฤศจิกายน 2557 ที่แทบไม่ขายข้าวเลย ทั้งๆ ที่ชาวนาไม่มีข้าวขาย ..จนถึงขณะนี้ก็มีการขายข้าวจริงทั้งแบบเปิดประมูล และแบบจีทูจีน้อยมากเดือนละไม่กี่แสนตัน แถมยังไม่ระบายโดยวิธีอื่นๆ ด้วย เช่น เปิดประมูลในตลาดชื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า เป็นต้น ถ้ารัฐบาลวางแผนขายเดือนละ 800,000 - 1 ล้านตัน ก็คงไม่มีข้าวเหลือเป็นภาระแต่อย่างใด..

รัฐบาลเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบคุณภาพข้าวแบบซํ้าซ้อน และไม่มีประสิทธิภาพ เพราะข้าว 18 ล้านตัน เก็บเป็นกองๆ ละประมาณ 20,000 กระสอบ วางเรียงกันสูงไม่เกิน 30 กระสอบ ทางปฏิบัติทำได้เพียงสุ่มตรวจเท่านั้น ไม่สามารถรื้อตรวจสอบละเอียดได้ เพราะต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงมาก

ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบ เพราะเงื่อนไขในสัญญากำหนดว่า เจ้าของโกดังจะต้องรับผิดชอบ ถ้าปรากฏว่า ข้าวไม่ได้มาตรฐานหรือมีการปลอมปน และในทางปฏิบัติพ่อค้าที่จะเข้าร่วมประมูลข้าวก็จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของตัวเองไปตรวจดูคุณภาพข้าวก่อนเสนอราคาอยู่แล้ว

และกรณีที่จะระบายเฉพาะข้าวเสื่อมคุณภาพ ส่วนข้าวคุณภาพดีจะชะลอการประมูลจนถึงมีนาคม 2559 นั้น จะเกิดผลเสียมากกว่า มุ่งจะให้ไปใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานเท่านั้น แทนที่จะเปิดประมูลทั่วไปจะทำให้ได้ราคาตํ่ามากแค่ตันละ 3,000-5,000บาท มีผลทางจิตวิทยาชี้นำตลาดให้ราคาข้าวส่วนรวมตกตํ่าลงไปอีก การชะลอขายข้าวคุณภาพดีหลังมีนาคม 2559 จะทำให้ข้าวดีเสื่อมสภาพ และเสียค่าเก็บรักษาจำนวนมาก และทำให้ราคาข้าวตกตํ่าต่อเนื่อง เพราะตลาดรู้ว่า รัฐบาลยังอุ้มสต๊อกอยู่จึงควรจะทยอยระบายไปเรื่อยๆมากกว่า

ส่วนการออกคำสั่ง คสช. ที่ 39/2558 เพื่อนิรโทษกรรมล่วงหน้า สำหรับการบริหารจัดการข้าวรัฐบาลและการใช้อำนาจบริหารลงโทษโครงการรับจำนำข้าวนั้น เห็นว่า เป็นคำสั่งที่ขัดต่อ ม.44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฯ เพราะไม่เข้าข่าย 3 กรณีที่ให้อำนาจ คสช.ออกคำสั่งได้ คือ 1.เพื่อปฏิรูปด้านต่างๆ 2.เพื่อส่งเสริมสามัคคีและสมานฉันท์ 3.เพื่อป้องกัน ระงับยับยั้ง ปราบปรามการบ่อนทำลายต่างๆ เพราะการบริหารจัดการข้าวเป็นการบริหารตามปรกติ ไม่มีเหตุผลและความชอบธรรมใดๆ ที่จะใช้อำนาจพิเศษเลย

"..เป็นการซํ้าเติม ลิดรอนสิทธิชาวนา เจ้าของโรงสีและโกดัง รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของคณะกรรมการที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้คำสั่งฉบับนี้ เช่น ถ้าประมูลข้าวเสื่อมให้พลังงานได้ราคาเพียงตันละ 3,000-5,000 บาท เจ้าของโกดังจะถูกสั่งให้ชดใช้ส่วนต่างกับราคาตลาดคือ ตันละ 11,800-12,000 บาท ขณะที่เจ้าของโกดังไม่ได้ร่วมตรวจสอบคุณภาพข้าว และไม่ยอมรับผลดังกล่าว ก็จะไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาล ส่วนชาวนาที่ถูกสั่งห้าม หรือให้ชะลอการทำนา ถูกซํ้าเติมด้วยราคาข้าวตกตํ่าก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น.."

ยัน ม. 44 สร้างความมั่นใจคณะทำงาน

ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบกระทู้ถามทั่วไปของ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แทนนายกรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการในการจัดการเกี่ยวกับคลังเก็บสินค้าข้าวในโครงการรับจำนำข้าว ที่เกิดการทุจริตส่งผลเสียต่อประเทศและส่งผลกระทบต่อชาวนา เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ระบุว่า

ได้มีการตั้ง คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพข้าวก่อนระบาย รวมทั้ง ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้าวคงเหลือในสต๊อก มีบุคลากร และคู่มือดำเนินการตรวจสอบคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับ และเก็บตัวอย่างข้าวในโกดังสต๊อกข้าวมาตรวจสอบ จัดแบ่งตามสภาพความเป็นจริงในการจัดทำเป็นข้อมูลปริมาณข้าว เพื่อเริ่มกระบวนการระบายข้าวต่างๆ อย่างรอบคอบ เป็นระบบและโปร่งใส โดยมอบให้บริษัทที่มีชื่อเสียงมาตรฐานสากล ตรวจสอบพันธุกรรมข้าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ส่วนข้าวเสื่อมคุณภาพได้นำไปใช้ทำเป็นอาหารสัตว์และผลิตพลังงานทดแทน

ทั้งยังระบุด้วยว่า ..ปริมาณข้าวในสต๊อกที่ตรวจนับมีจำนวนกว่า 18 ล้านตัน แบ่งเป็น กลุ่มข้าวผ่านเกณฑ์มาตรฐานนำมาระบายสู่ตลาดได้ประมาณ 12 ล้านตัน ข้าวคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและข้าวเสียอีก 6 ล้านตัน และได้แจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทที่ทำให้เกิดข้าวเสีย เสื่อมคุณภาพและขาดบัญชี จำนวน 4 แสนตันแล้ว และรัฐบาลยังได้สั่งการให้ชะลอการระบายข้าวที่ค้างสต๊อกในช่วงปลายปีนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับข้าวใหม่ที่จะออกสู่ตลาด

"รัฐบาลมีข้าวที่มีอยู่ในสต๊อก 18.7 ล้านตัน แบ่งประเภทเป็นข้าวที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 12 ล้านตัน ต่ำกว่ามาตรฐาน 6 ล้านตัน ข้าวขาดบัญชี 4 แสนตัน และข้าวที่รอตรวจอีก 3 แสนตัน โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิดเซอร์เวย์เยอร์ เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย กรณีข้าวต่ำกว่ามาตรฐานและข้าวที่ขาดบัญชี"

"..นับตั้งแต่ที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ได้ระบายข้าวในกลุ่มที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานออกไปแล้ว 5 ล้านตัน ทำให้จำนวนข้าวคงเหลือในขณะนี้ 13.7 ล้านตัน โดยวิธีการระบายข้าวก็จะมีการตรวจสอบเป็นขั้นตอน เช่น เปิดประมูลแก่นิติบุคคลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์จริง เพื่อไม่ให้ข้าวเหล่านี้กลับมาหมุนเวียนในตลาดอีก

การระบายข้าวจะมีการชะลอเพื่อไม่ให้กระทบต่อตลาดข้าวใหม่ที่จะออกมา ดังเช่น ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคมที่ผ่านมา และช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคมนี้ อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า จะเร่งทำงานระบายข้าวอย่างเต็มที่ เพราะรัฐบาลต้องเสียงบประมาณเฉลี่ยเดือนละ 1,000 ล้านบาทในการดูแลรักษาข้าวดังกล่าว ขณะที่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯ นั้น ให้ความมั่นใจแก่คณะทำงานตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวไม่ให้ถูกดำเนินคดี ยืนยันว่า การใช้อำนาจนี้ไม่มีผลกระทบ หรือเป็นการกลั่นแกล้งผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,104 วันที่ 12 - 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


อภิรดี ตันตราภรณ์ จำนำข้าว คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ยรรยง พวงราช