
ค่าไถ่ดิจิตอลมัลแวร์WannaCry(จบ)
บิตคอยน์เป็นเงินดิจิทัลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน ไม่มีองค์กรกลางควบคุม แต่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและกลุ่มคนที่เปิดคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมเครือข่ายเป็นผู้ขับเคลื่อนและบันทึกข้อมูล ซึ่งข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกของบิตคอยน์เป็นข้อมูลเปิดเผย สามารถตรวจสอบได้
บิตคอยน์ มีจุดเด่น 3 ประการ ที่ดีสำหรับการเป็นช่องทางรับค่าไถ่
1.บัญชีบิตคอยน์ไม่มีการระบุตัวตน การเปิดบัญชีบนบิตคอยน์นั้น ไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคล ใครก็สามารถเปิดได้ และผู้ส่งเงินมาไม่จำเป็นต้องรู้ว่าผู้รับเป็นใคร แค่รู้เลขบัญชีก็สามารถส่งเงินให้ได้
2.การโอนเงินบิตคอยน์สามารถทำได้จากทั่วโลก เนื่องจากบิตคอยน์เป็นเงินดิจิทัลไม่มีพรมแดนเข้ามากั้นขวาง และปัจจุบันมีผู้ใช้งานจำนวนมาก
3.การโอนเงินบนบิตคอยน์ทำได้เร็วและถูก เมื่อเทียบกับการโอนเงินข้ามประเทศ เช่น บริการโอนเงินของ Western Union จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน และมีค่าบริการการโอนค่อนข้างสูง การโอนเงินบนบิตคอยน์สามารถโอนได้ภายในเวลา 10 นาที และค่าธรรมเนียมต่ำกว่ามาก
แต่อย่างที่ได้ทราบไปเมื่อตอนที่แล้ว ธุรกรรมบนบิตคอยน์ทั้งหมดเป็นข้อมูลเปิดเผย สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา และปัจจุบันบัญชีทั้ง 3 บัญชีที่รับเงินค่าไถ่ก็เป็นที่จับตาของทั่วโลก จนถึงวันนี้จึงไม่มีการถอนเงินออกจากบัญชี 3 บัญชีนั้นแต่อย่างใด เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการถอนเงินออก จะมีการติดตามเส้นทางเงินเพื่อสาวถึงตัวเจ้าของบัญชีที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้สามารถสาวถึงผู้ปล่อยมัลแวร์ WannaCry นี้ได้
มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่วิเคราะห์ถึง การใช้บิตคอยน์เป็นช่องทางรับค่าไถ่ เพราะเห็นได้ชัดว่าบัญชีนี้จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ผู้เชี่ยวชาญบางท่านให้ความเห็นว่า ผู้สร้าง WannaCry ยังเป็นมือสมัครเล่นที่คาดไม่ถึงว่า WannaCry จะมีผลกระทบมาก และได้ทำผิดพลาดหลายจุด ซึ่งข้อผิดพลาดหนึ่งคือการใช้บัญชี 3 บัญชีนี้เป็นช่องทางรับเงินค่าไถ่ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านให้ความเห็นว่า ตอนนี้ผู้สร้าง WannaCry น่าจะกำลังหาผู้ชำนาญการฟอกเงิน เพื่อให้สามารถนำเงินนี้ออกมาใช้ได้โดยสังคมไม่สามารถสืบได้ว่าใครเป็นตัวการ
ถึงแม้มัลแวร์ WannaCry จะมีจุดผิดพลาดหลายจุดที่ทำให้ถูกหยุดได้ และไม่สามารถนำเงินออกมาใช้ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ก็เห็นตรงกันว่า จะต้องมี WannaCry ระรอกถัดไป ที่จะปิดจุดผิดพลาดเหล่านี้ และทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์อย่างพวกเรา คือ การปกป้องตัวเองด้วยการหมั่น update security ของเครื่องที่ใช้และหมั่นทำการสำรองข้อมูลสำคัญของตนเองอยู่เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่อ WannaCry รอบถัดไปถูกปล่อยออกมา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






