‘ปอท.สายตรวจไซเบอร์’เตือนภัย ข้อมูลส่วนตัวเลี่ยงแชร์ในโลกออนไลน์

9 November 2015






ยิ่งโลกไร้เส้นแบ่ง เทคโนโลยีเจริญรุดหน้า อาชยากรรมบนโลกเสมือนจริงยิ่งโตควบคู่เป็นเงาตามตัว รูปแบบกลโกงมีความสลับซับซ้อน ยากต่อการติดตาม มีผู้ถูกหลอกลวงจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายหลักหลายสิบล้านบาท เช่นเดียวกับเหตุการณ์ล่าสุดที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ (ปอท.) สามารถจับผู้กระทำผิดเป็นคนผิวสี หลอกลวงให้โอนเงินมูลค่ากว่า 63 ล้านบาท !!!!

พ.ต.อ. สมพร แดงดี



จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ. สมพร แดงดี รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบก.ปอท.) สังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.บ.) ในฐานะผู้รับผิดชอบและดูแลการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ แจกแจงกับ "ฐานเศรษฐกิจ" อย่างละเอียด

"กรณีที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ คือ เหยื่อไม่ต้องโอนเงินไปให้ผู้หลอกลวงโดยตรง แต่ให้โอนไปยังบุคคลที่ 3 ซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ประกอบธุรกิจซื้อขายปกติ แต่คนร้ายใช้วิธีการซื้อสินค้าโดยไม่ต้องจ่ายเงินเอง หลอกให้เหยื่อจ่ายแทน"

อีกกรณีที่กำลังเกิดขึ้น เรียกว่า "โรแมนสแกม" ประเภทขายฝัน มีลักษณะของการหาคู่ชาวต่างชาติ บางรายพูดคุยพัฒนาการความเป็นเพื่อน พัฒนาเป็นมา "กิ๊ก" กระทั่งมาเป็น "แฟน" หลอกเหยื่อว่า จะมาแต่งงานด้วย เริ่มต้นอาจจะมีการส่งของขวัญ ของฝาก หรือของชำร่วยมาให้จริง เมื่อตกลงปลงใจจะมาลงหลักปักฐานในเมืองไทย ก็จะส่งสิ่งของทองหมั้นมาให้ จากนั้นจะมีตัวละครใหม่เข้ามา อาจจะสวมบทต่างๆ อาทิ เป็นเจ้าหน้าที่จากศุลกากร โทรศัพท์ไปหลอกเหยื่อว่า มีของส่งมาให้ แต่ตกค้างอยู่ ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งอาจจะไม่มีการส่งจริงก็ได้ หลอกให้เหยื่อไปชำระค่าธรรมเนียม เป็นต้น

บางครั้งเอาเรื่องของการทำธุรกิจมาบังหน้า ดึงให้มาร่วมลงทุนด้วย เหยื่อที่เป็นเป้าหมายหลัก ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อยู่คนเดียว โสด หรืออาจเป็นหม้าย ที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องเก่ง ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้วิธีการหว่านอีเมล เริ่มจากการพูดคุย พัฒนามาเรื่อยๆ

ข้อสังเกตที่พบ คือ ข้อมูลหรือคลิปที่โชว์อยู่หน้าเฟซบุ๊กไม่ใช่ข้อมูลที่แท้จริง อีเมลส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ คนร้ายจะใช้วิธีการนำรูปภาพของคนที่มีสถานะทางสังคมที่ดีมาหลอกลวงเหยื่อให้หลงเชื่อ อาทิ รูปดารา สถาปนิก นายทหาร หรือนายแบบ สุดท้ายจับได้เป็นกลุ่มคนผิวสี เคสล่าสุด ผู้เสียหายรายหนึ่งถูกหลอกให้โอนเงินไปถึง 63 ล้านบาท อีกรายเสียหายกว่า 20 ล้านบาท

"มันเป็นความบกพร่องของระบบเศรษฐกิจไทย กรณีข้างต้นเป็นการโอนเงินออกไปต่างประเทศผ่าน เวสเทิร์น ยูเนี่ยน ซึ่งไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้า หลังจากที่พยายามประสานให้มีการเปิดเผย ในที่สุดเขาก็ให้ความร่วมมือ สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า คนกลุ่มนี้ซึ่งอาจจะเข้ามาในคราบของนักท่องเที่ยว นักกีฬา ครูสอนศาสนา และครูสอนภาษา ฯลฯ ตอนเข้าเมืองมาอาจจะใช้ชื่อถูกต้อง หรืออาจจะปลอมก็ได้ เราพบว่า เวลาไปเปิดบัญชีมักจะเป็นบัตรปลอม ชื่อปลอม อย่างเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำความผิดได้รายหนึ่ง ปรากฏว่า ถือพาสปอร์ต 18 เล่ม

ที่น่าสนใจวันนี้ก็คือ เราแก้กฎหมายบัตรอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเอทีเอ็ม กำหนดว่า ผู้ไม่ใช่เจ้าของบัตรเอาไปใช้ถือว่า ผิดกฎหมาย วันนี้เขาพัฒนาไปอีกขั้น ใช้ผู้หญิงไทยเป็นเครื่องมือ เป็นทางผ่านไปเปิดบัญชีให้ แต่ตัวเองเป็นคนควบคุมทั้งหมด มีเงินเข้า-ออก รู้ได้ทันที เดี๋ยวนี้ไปออกทางประเทศมาเลเซีย เพราะเรามีชายแดนติดกับมาเลเซีย เงินโอนไป-มารวดเร็วมาก

รอง ผบ."สายตรวจไฟเบอร์" กล่าวว่า เนื่องจากคดีส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี การใช้ออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือประกอบที่ทำให้ผู้กระทำผิดเดินไปสู่ความสำเร็จในการหลอกลวงเหยื่อ แต่มูลเหตุจูงใจหลัก คือ ประสงค์ต่อทรัพย์ ดังนั้น จึงต้องยึดความผิดนั้นๆ เป็นหลัก การดำเนินคดีจึงต้องเข้าให้ถูกช่องถูกทาง ดังเช่น การถูกลอกข้อมูลบัตรเครดิต (สกริมเมอร์) คอลเซ็นเตอร์ รวมถึงเรื่องของแชร์ออนไลน์ กองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เป็นผู้ดำเนินการดูแล ส่วนกรณีขายตรง ขายทัวร์ผ่านทางออนไลน์ ต้องที่ กองบังคับการปราบปราบคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ขณะที่การสร้างเรื่อง ตั้งเรื่องหลอกลวงผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า "สแกรมเมอร์" รวมถึงการแฮกเกอร์ เป็นหน้าที่ของ บก.ปอท.

ปอท. เป็นหน่วยซัพพอร์ตพื้นที่ ไม่ใช่หน่วยหลักที่จะมาทำเอง แต่เป็นหน่วยเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความผิดที่เกิดขึ้น เป็นความผิดที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ท้องที่ หรือพื้นที่ แต่เนื่องจากยังเข้าใจไม่ตรงกัน เป็นเหตุให้ประชาชนมาที่นี่เป็นส่วนใหญ่ หากเป็นเรื่องที่ดูยุ่งยากซับซ้อน เกินขีดความสามารถของพื้นที่ เราทำเอง

ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ใช่จะปฏิเสธ แต่อยากทำความเข้าใจ สื่อสารให้ผู้เสียหายได้เข้าใจ วันนี้ประชาชนจะแจ้งความที่ไหนก็ได้ แต่เมื่อรับเรื่องมาแล้ว เราต้องส่งให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง อธิบายว่า ขั้นตอนต่อไปยังต้องไปหรือประสานงานต่อ ให้มันถูกช่องทาง เพื่อให้ได้คุณภาพ ประสิทธิภาพของงานที่ออกมา บางเรื่องอาจจะคาบเกี่ยวเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ต้องดูหลักๆ ว่า อยู่ตรงไหน เราไม่ได้บ่ายเบี่ยง เพราะเมื่อมีปัญหาเรื่องของข้อกฎหมายขึ้นมา เราตอบยาก เพราะการดำเนินการเหล่านี้ ต้องไปดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด หากเขาหยิบยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นมา ตำรวจตกเป็นบาป ทำดี ถูกอ้างว่า ทำไมไม่รู้เรื่อง อะไรๆ ก็รับหมด ซึ่งไม่ใช่

ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย พ.อ. สมพร ฝากเตือนนักท่องโลกไซเบอร์ทั้งหลายว่า แม้ว่าจะมีคำเตือนและข่าวคราวออกมามากมาย ก็ยังมีคนตกเป็นเหยื่ออยู่ อยากให้ยอมรับและเข้าใจว่า อินเตอร์เน็ต คือ โลกเสมือน ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง ที่เป็นจริง คือ เทคโนโลยีปัจจุบันนี้เจริญมาถึงขั้นที่ติดต่อสื่อสารพูดคุยกันได้ แต่ข้อมูลต่างๆที่อยู่ในโลกโซเชียลบางอย่างเป็นโลกเสมือน อย่าเชื่อทั้งหมด ข้อมูลส่วนตัว อย่าพยายามเอาไปใส่ไว้ในโลกเสมือน จะเป็นผลร้ายแว้งกลับมาสู่ตัวเราเอง ต้องใช้วิจารณญาณ ยับยั้งชั่งใจ ก่อนจะตัดสินใจ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,103 วันที่ 8 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


โลกออนไลน์ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด สมพร แดงดี