ผลกระทบนโยบายลูกสองคน ชี้ระยะสั้นจีนอาจแบกภาระเพิ่ม หนุนเร่งปฏิรูปกระตุ้นเศรษฐกิจ

8 November 2015






การเปลี่ยนแปลงนโยบาย "มีลูกคนเดียว" หรือ One Child policy ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ประกาศใช้มายาวนานกว่า 3 ทศวรรษโดยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการยืดหยุ่นให้ครอบครัวชาวจีนสามารถมีบุตรได้ถึง 2 คน จะมีผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาวของจีนอย่างไรบ้างนั้นกำลังเป็นเรื่องที่มีการวิเคราะห์กันในเชิงลึก

การเพิ่มขึ้นของอัตราการเกิดแม้เพียงเล็กน้อยในประเทศที่มีประชากรจำนวนมหาศาลอย่างจีน ก็อาจจะช่วยเพิ่มตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศได้มาก แต่อาจเป็นในระยะสั้นเท่านั้น นายเหยา หยาง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจจีนแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ให้ความเห็นว่า หลังจากนั้นภายในระยะ 2 หรือ 3 ปี อัตราการเกิดของจีนก็มีแนวโน้มจะกลับไปอยู่ในอัตราต่ำเช่นเดิม คล้ายกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น ที่ครอบครัวที่มีบุตร มีจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยเพียง 1.4 คน (ข้อมูลจากธนาคารโลก)

นอกจากนี้ ในสังคมจีนที่พลเมืองสูงวัยมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยที่จะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ใช่จำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดน้อยลง แต่เป็นความต้องการบริโภคที่ลดน้อยลงมากกว่า ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะคล้ายๆ กับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งปัจจัยคุกคามการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 1 ในช่วงเวลานั้นคือความต้องการบริโภคที่ไม่กระเตื้องเนื่องจากสัดส่วนพลเมืองสูงวัยเพิ่มสูงขึ้น

นิโคลัส อาร์ ลาร์ดี้ นักวิเคราะห์จากสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ที่มองว่า ยุคที่จีนอาศัยจำนวนประชากรในวัยแรงงานเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว "คำถามอยู่ที่ว่ารัฐบาลจีนจะนำมาตรการปฏิรูปที่จำเป็นมาใช้เพื่อสามารถฟื้นคืนประสิทธิผลการผลิตที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงทศวรรษ 1980 จนกระทั่งถึงช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งหรือไม่"

นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วง 2-3 ทศวรรษข้างหน้า คือการเพิ่มประสิทธิผลการผลิตด้วยการลงทุนในด้านเทคโนโลยี การศึกษาและสาธารณสุข "ปัจจัยขับเคลื่อนอนาคตของจีนใน 2-3 ทศวรรษนับจากนี้ ไม่ใช่จำนวนประชากร แต่เป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองไปอย่างต่อเนื่อง" เฟร็ด หู ผู้ก่อตั้งบริษัทบริหารจัดการการลงทุน พริมาเวรา แคปปิตอล กรุ๊ป ให้ความเห็น

จีนนำนโยบายลูกคนเดียวมาใช้ในปีพ.ศ. 2522 อัตราการเกิดชะลอตัวลงเป็นลำดับ และสัดส่วนประชากรในกลุ่มผู้สูงวัยก็เพิ่มสูงขึ้น มีการคาดหมายว่าภายในปี 2593 จำนวนประชากรจีนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ (เพิ่มจากปี 2557 ที่มีสัดส่วน 1 ใน 7 ของประชากรทั้งประเทศ)ซึ่งจะส่งผลกดดันงบประมาณของรัฐบาลเกี่ยวกับเงินสวัสดิการผู้สูงวัยในด้านต่างๆ นักเศรษฐศาสตร์ยังเชื่อว่า จำนวนประชากรในวัยแรงงานของจีนจะยังคงลดน้อยลง โดยในปี 2555 เป็นปีแรกที่ประชากรในวัยแรงงานของจีนลดลง และปี 2557 ก็ยังคงลดลงมาอยู่ที่ 916 ล้านคน หรือลดลง 3.7 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 2556 ก่อให้เกิดคำถามที่ว่า จีนจะยังคงรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูงในช่วงที่ผ่านมาได้ต่อไปหรือไม่ และจะรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงวัยอย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายใหม่ "ลูก 2 คน" ว่าในระยะยาวอาจช่วยเพิ่มเติมประชากรในวัยแรงงานให้จีนได้ก็จริง แต่ในระยะสั้น ซึ่งเป็นช่วงวัยเรียนและเด็กยังไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน นั่นหมายถึงรัฐบาลจีนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสวัสดิการเกี่ยวกับแม่ เด็ก และเยาวชน อย่างไรก็ตาม แรงส่งเชิงบวกของนโยบายดังกล่าวในระยะสั้นจะมีแก่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าและบริการเกี่ยวกับแม่และเด็ก เช่น นมผง อาหารทารก และเก้าอี้นิรภัยเด็กสำหรับใช้ในรถยนต์ เป็นต้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,102 วันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


ประเทศจีน เศรษฐกิจจีน สังคมผู้สูงวัย จำนวนประชากร