ห่วงเศรษฐกิจจีนชะลออีก เตือนรับมือสกุลเงินหลักปรับตัวดอลล์,หยวน, ยูโร, เยน

31 October 2015






"เศรษฐพุฒิ-กอบศักดิ์"ประเมินเงินทุนเคลื่อนย้ายทั้งปีกระทบไทยไม่มาก จับตาเศรษฐกิจจีนฉุดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมแนะธุรกิจปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เหตุตลาดเงินโลกปรับตัวจากสกุลเงินหลัก 4 ประเทศหลัก- ทำตลาดเงิน-ตลาดทุนผันผวน และ บาทอ่อน

ตลาดเงินจับตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(Fed)ในวันที่ 27-28 ตุลาคม และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)ในวันที่ 30 ตุลาคม 2558 หลังจากธนาคารกลางยุโรป(ECB)ส่งสัญญาณจะพิจารณามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)เพิ่มเติมในการประชุมเดือนธันวาคม และการตัดสินใจของธนาคารกลางจีน (PBOC)ที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะเวลาต่ำกว่า 1 ปีลงอีก 0.25% พร้อมปรับลดสัดส่วนเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (Reserve Requirement Ratio :RRR)ลง 0.5% (เมื่อ23 ต.ค.58)

นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยรวมถือว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพ ขณะที่มีการตัดสินนโยบายการเงิน 2 เรื่องใหญ่ดังกล่าวข้างต้น ส่งผลดังนี้ 1.ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงจากระดับ 1.135 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อยูโร มาเคลื่อนไหวระดับ 1.10 ดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้า(26ต.ค.58)

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดยังให้ความสนใจการประชุมของECB ที่มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.05% และพิจารณามาตรการผ่อนคลาย QE ( Asset Purchase Program )ไว้ที่ 60 พันล้านยูโรต่อเดือนจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2559 หรือจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะใกล้เคียงเป้าหมายที่ 2%

อย่างไรก็ดีตลาดประเมินว่าสเตตเมนต์ดังกล่าว แสดงว่า ECB ยังมีกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อยู่ และอาจกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านลบต่อกลุ่มยูโรโซนในระยะต่อไป ซึ่ง ECB จะทำการประเมินและทบทวนนโยบายการเงินในการประชุมในเดือนธันวาคมอีกครั้ง

2.การตัดสินนโยบายของ PBOC สำหรับธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี และภาคชนบทถือว่าเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ทางการจีนที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้า โดยการประกาศดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินภูมิภาคส่วนใหญ่อ่อนค่าลงเล็กน้อย สำหรับในสัปดาห์นี้(26-30 ต.ค.) ตลาดยังคงติดตามผลการประชุม FOMC และBOJ รวมทั้งการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งจะมีการหารือกันถึงแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปีข้างหน้า

ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษากล่าวว่า ผลการประชุมของเฟดครั้งนี้ กระทบต่อตลาดเงิน-ตลาดทุนไทยไม่มากในแง่ของเงินทุนเคลื่อนย้าย สาเหตุหลัก เนื่องจากสถานะไทยมีภาระหนี้ต่างประเทศไม่มากและยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง สามารถรองรับความเสี่ยงได้ดีกว่าประเทศอื่น เช่น มาเลเชีย แต่ความเสี่ยงจากตลาดโลกที่น่าห่วงคือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะถ้าเศรษฐกิจจีนชะลอจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ประมาณ 20-40% ดังนั้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะส่งผลกระทบใน 4 ด้านคือ 1.กรณีดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ถูกลง ตามมาด้วยราคาน้ำมันที่ปรับลดหรือ drop ซึ่งจะกดดันราคายางพาราด้วย ที่สำคัญคือเศรษฐกิจจีนถือเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุด เพราะมีโอกาสที่จะชะลอตัวมากกว่าปัจจุบันและแนวโน้มเศรษฐกิจในบางประเทศเริ่มถดถอย เนื่องจากพึ่งพาการกู้ยืมเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีนค่อนข้างมาก

"เช่นบราซิลโดน 3 เด้งทั้งเศรษฐกิจย้ำแย่,ราคาน้ำมันdrop และค่าเงินอ่อน โดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทรงตัวจะถ่วงรายได้เกษตรกรและทำให้รายได้ครัวเรือนไม่สดใส ซึ่งยังไม่สามารถระบุระยะเวลาแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะทรงตัวไปอีกนานแค่ไหน"

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)(บมจ.) กล่าวถึงแนวโน้มตลาดเงินโลกจะเป็นช่วงของการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงสกุลเงินหลัก 4 ประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร เยน หยวน จะส่งผลสร้างความผันผวนต่อตลาดเงินและตลาดทุน ส่วนแนวโน้มเงินทุนอาจจะไหลออกในบ้างในบางช่วงแต่ไม่น่าห่วง สิ่งที่น่ากังวลคือ ปลายปีมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯมีโอกาสจะแข็งค่ากว่าปัจจุบัน และย่อมส่งผลกระทบต่อเงินบาทให้อ่อนค่าลง โดยปีนี้ธนาคารมองเงินบาทอยู่ที่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นภาคธุรกิจการส่งออกและนำเข้าควรล็อกราคา อย่าเปิดความเสี่ยงหรือเอาธุรกิจไปแลกในช่วงตลาดการเงินโลกปรับตัว

"แนวโน้มในระยะข้างหน้าค่าเงินสกุลหลักของโลกจะมีการปรับตัว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศยังไม่ฟื้นตัว ยกเว้นสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจจีนที่ยังเอาแน่ไม่ได้ซึ่งมีโอกาสที่จีนจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในระยะต่อไปรวมถึงปรับลดRRRและผ่อนคลายนโยบายสินเชื่อ หรือญี่ปุ่นที่ยังไม่สามารถจบลงง่ายๆ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบเราเป็นระยะ โดยค่าเงินบาทยังเป็นขาอ่อนเป็นช่วงๆ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,100 วันที่ 29 - 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558


สถาบันอนาคตไทยศึกษา เศรษฐกิจจีน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) นายจิรเทพ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ผลกระทบเศรษฐกิจโลก