ทางออกนอกตำรา : เปิดขุมทรัพย์ “คิง เพาเวอร์”

31 May 2017






ทางออกนอกตำรา 
โดย : บากบั่น บุญเลิศ 

เปิดขุมทรัพย์ “คิง เพาเวอร์”

เรียกเสียงฮือฮากันในวงการธุรกิจอีกครา เมื่อกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ของ เสี่ยวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้บรรลุข้อตกลงซื้อสโมสรฟุตบอล เอาด์ เฮเวเลย์ เลอเวน OHL ทีมในดิวิชั่น 2 เบลเยียม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จะยังมิได้ระบุถึงตัวเลขการซื้อขาย แต่หลายพันล้านบาทแน่นอน

ก่อนหน้านี้กลุ่มทุน "คิง เพาเวอร์" ของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้ซื้อสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก อังกฤษเมื่อฤดูกาล 2015–2016 นั่นเท่ากับว่า กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จะได้เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลในต่างประเทศถึง 2 สโมสร ไม่ธรรมดาหลายคนสงสัยว่าเจ้าสัววิชัย นำเงินมาจากไหน ในการลงทุนอย่างมากมาย

ข้อมูลจากกรมพัฒนาการค้าตอบโจทย์ใหญ่นี้ได้ชัดเจน จากการตรวจสอบสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษี ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ( สปท.) ถึงรายได้ของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ที่แจ้งกับกระทรวงพาณิชย์ พบว่ากลุ่มคิง เพาเวอร์ ที่ได้สัมปทานดิวตี้ฟรี และทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.ออกมายืนกรานว่าเป็นสัญญาที่ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท จึงมิเข้าข่ายพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ มีรายได้อยู่ในระดับหมื่นล้านบาทหลายปีต่อเนื่องกันมา กล่าวคือ
ปี 2555 มีรายได้ 22,277 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีกำไรให้กับผู้ถือหุ้น 2,510 ล้านบาท

ปี 2556 คิงเพาเวอร์มีรายได้ 27,778 ล้านบาท  ฟันกำไรไปสิริรวมทั้งสิ้น 3,496 ล้านบาท

ปี 2557 รายได้ 27,560 ล้านบาท มีกำไร 2,698 ล้านบาท

ปี 2558 รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 33,034 ล้านบาท มีกำไร 2,984 ล้านบาท

รวม 4 ปีที่เปิดขายดิวตี้ฟรีมา กลุ่มคิงเพาเวอร์มีรายได้รวมกว่า 110,000 ล้านบาท อะแฮ่ม....มีกำไรไปเหนาะๆ จากการขายของปลอดภาษีในสถานที่ของราชการรวม 11,688 ล้านบาท

ล่าสุด อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ทายาทเจ้าสัววิชัย ที่ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศยุทธศาสตร์ “คิง เพาเวอร์” ว่า ใน 5 ปีนับจากนี้ไป (ปี 2560-2564) จะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในกลุ่มคิงเพาเวอร์ให้มียอดขาย 130,000 – 140,000 ล้านบาท

ตัวเลขยอดขายดังกล่าวจะทำให้ “คิง เพาเวอร์” ติดท็อป 5 ในธุรกิจปลอดอากรระดับโลก จากปัจจุบันอยู่ในอันดับ 7 ตามแผนงานที่อัยยวัฒน์ประกาศนั้น จะขยายสาขาฟอร์แมตใหญ่ออกไปในจังหวัดใหญ่ของประเทศ ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000-2,000 ล้านบาทต่อสาขา เริ่มจากจังหวัดเชียงใหม่ จากปัจจุบันที่มี 4 สาขา คือ รางน้ำ, พัทยา ศรีวารี และภูเก็ต นอกจากนี้จะขยายออกไปใน 6 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, เชียงใหม่, หาดใหญ่, ภูเก็ต และอู่ตะเภา

ปรับโฉมสาขารางน้ำครั้งใหญ่เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนเป็นต้นมา และจะเปิดโฉมใหม่ภายในไตรมาส 4/2560 ปรับปรุงพื้นที่ภายในโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ให้เป็น Pop-up Store เพื่อให้ลูกค้ายังสามารถช้อปปิ้งได้ต่อเนื่อง ขยายการลงทุนดิวตี้ฟรีในต่างประเทศ โดยประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่จะสยายปีกออกไปเป็นการนำร่องคือ เมียนมา และ ฟิลิปปินส์

พัฒนาแพลตฟอร์ม “การขายออนไลน์” ออกไปให้ตลาดกว่างขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยขณะนี้กลุ่มคิง เพาเวอร์ มียอดขายบนออนไลน์ไม่ถึง 1% ของยอดขายรวม หรือไม่เกิน 100 ล้านบาท จึงตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ไป ยอดขายจากออนไลน์จะขึ้นมาอยู่ที่ 10% หรือราว 14,000 ล้านบาท ของยอดขายรวม 140,000 ล้านบาท

ปฏิบัติการเดินหน้าสร้างอาณาจักรดิวตี้ฟรีของทายาทหนุ่มของเสี่ยวิชัย เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มรสุมกำลังรุมเร้า "กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี" ของ  วิชัย ศรีวัฒนประภา ที่นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับให้เป็นบุคคลผู้ร่ำรวยเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย ด้วยมูลค่าการถือครองทรัพย์สิน 1 แสนล้านบาท แต่มีปมคาใจของสังคมว่าด้วยสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดอากรในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินภูเก็ต, สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ ที่ได้ทำสัญญากับ ทอท.ใน 2 สัญญา

สัญญาที่ 1 ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ทอท.ชุดที่มี นายศรีสุข จันทรางศุ เป็นประธานบอร์ด ในขณะนั้น ที่มีมติให้ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เป็นผู้ชนะเงื่อนไขการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี ที่สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินภูเก็ต, สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ มีอายุสัญญาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 และมีการขยายอายุสัญญา 2 ครั้ง รวม 4 ปี สิ้นสุดอายุสัญญาปี 2563
สัญญาที่ 2 บอร์ด ทอท. ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 ให้บริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในการประกอบกิจการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิในพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ และมีการขยายอายุสัญญาออกไป 2 ครั้ง รวม 4 ปี โดยจะสิ้นสุดอายุสัญญาปี 2563

การต่อสัญญาให้กับกลุ่มคิงเพาเวอร์ครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นในยุคนายปิยะพันธ์ จำปาสุต เป็นประธานกรรมการ และนายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ โดยอ้างเหตุว่า เพื่อเยียวยาจากเหตุกลุ่มพันธมิตรฯ มาล้อมปิดสนามบินสุวรรณภูมิ 7 วัน

การต่อสัญญาครั้งที่ 2 ให้สิ้นสุดในปี 2563 เกิดขึ้นในยุคของที่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานบอร์ด ทอท.และนายนิตินัย ศิริสมรรถการ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. โดยอ้างว่าสาเหตุที่ต้องต่อสัญญาเพราะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ จึงขยายสัญญาออกไป 3 ปี เพื่อเยียวยา

 

นี่ไม่นับปัญหาว่าด้วยการขายพรีออร์เดอร์แบบไม่ต้องเสียภาษีให้กับคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่ต้องขนของออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ว่า เป็นการทำลายการค้าปลีกและธุรกิจในห้างสรรพสินค้าที่ต้องเสียภาษีทุกบาททุกสตางค์
แรงกดดันเหล่านี้กำลังทลายป้อมค่ายคิงเพาเวอร์อย่างรุนแรง...จะอยู่จะไป ไม่นานรู้ผลแน่...

คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา/หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3266 ระหว่างวันที่ 1-3 มิ.ย.2560


ท่าอากาศยานไทย ทอท. คิงเพาเวอร์ กุลิศ สมบัติศิริ ข่าวเด่น นิตินัย ศิริสมรรถการ เสี่ยวิชัย