ข้อตกลงการค้าเสรี TPP l โอฬาร สุขเกษม

26 October 2015






เดิมทีการค้าโลกขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างรัฐคู่ค้าเป็นสำคัญ  เมื่อการค้าและการเชื่อมโยงระหว่างกันมีเพิ่มมากขึ้น การกำหนดหรือข้อตกลงระหว่างคู่ค้าด้วยกันก็ไม่เพียงพอ ต้องขยายคู่ค้าคู่สัญญากับรัฐใหม่ๆ ต่อไปอีก จากนั้นได้มีการขยับเพื่อทำข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรและการค้า หรือ GATT (The General Agreement on Tarffs and Trade) ขึ้นมา  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีการทำการค้าอย่างเสรี (Free Trade) และลดอุปสรรคที่ขัดขวางการค้าเสรีของโลก ได้แก่ ลดการตั้งกำแพงภาษี การตั้งข้อกีดกันทางการค้า ต่อมาได้พัฒนาจากข้อตกลงให้มากยิ่งขึ้นโดยจัดตั้งองค์กรการค้าโลก หรือ World Trade Organization: WTO ขึ้นมา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2537 ที่เมืองมาร์ราเกซ ประเทศโมร็อคโค องค์กรนี้มีเป้าหมายให้การค้าระหว่างกันมีเสรีมากขึ้น รวมไปถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าบริการด้วย องค์กรใหม่แห่งนี้มีสภาพเหมือนกับธนาคารโลกหรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

องค์กรการค้าโลกทำให้ประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกได้เป็นสมาชิก และมีพันธกรณีที่ต้องลดภาษีนำเข้าลง ทำให้ประเทศต่างๆ มีทั้งได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์จากการลดภาษีลงดังกล่าว การค้าเสรีก็เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีกำลังเศรษฐกิจสูง ก็พยายามเกาะกลุ่มกันเพื่อตกลงทำการค้าเสรีหรือ FTA (Free Trade Area) หรือได้ขยับขยายกลายเป็นกลุ่มภูมิภาค โดยกลุ่มแรกที่ดำเนินการสำเร็จก็คือ กลุ่มสหภาพยุโรปรวมตัวกันเป็นตลาดเดียวในปี 2535 กลายเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ต่อมาในทวีปอเมริกาเหนือก็ประกาศรวมตัวกันตั้งกลุ่มข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement:NAFTA) ในภายหลัง ซึ่งประกอบด้วยประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก

ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีไทยเป็นสมาชิก 1 ในนั้น ก็รวมกลุ่มโดยมุ่งเน้นเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นตลาดเดียว ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 นี้ ดังที่เราทราบๆ กันว่าจะมีการเปิดเสรีทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วการร่วมกลุ่มยังมีอีกหลายลักษณะ คือ รวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็มี การรวมกลุ่มระหว่างกลุ่มภูมิภาคต่อกลุ่มภูมิภาคหรือแบบพหุภาคีก็มี การเจรจาทำการค้าเสรีแบบประเทศต่อประเทศหรือแบบทวิภาคีก็ยังมีอยู่ต่อไป การรวมกลุ่มนี้เป็นทิศทางที่เคลื่อนไหวกันทั่วไปบนโลกใบนี้แต่บางทีแนวคิดแบบนี้แม้ภาพหนึ่งจะดี แต่อีกภาพหนึ่งก็อาจจะเสียหายได้ อย่างยุโรปตลาดเดียวก็มีปัญหาหลังประกาศใช้ รวมถึงสหรัฐอเมริกาก็มีปัญหาเช่นกัน  ปัญหาแรงงานเคลื่อนย้ายได้เสรี (ภายใต้กฎหมายที่กำหนด) การเคลื่อนย้ายโรงงานจากฐานการผลิตเดิมไปยังฐานผลิตใหม่ที่ต้นทุนต่ำกว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุน  เป็นต้น

การเคลื่อนย้ายฐานการผลิตนั้นเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาที่สำคัญ เพราะทำให้ประเทศต่างๆ ที่เคยทำการผลิตมาก่อนและผลิตมายาวนาน เมื่อย้ายโรงงานออกไป ทำให้คนในประเทศว่างงานเพิ่มมากขึ้น ในขณะรัฐสวัสดิการยังคงเดิมหรือต้องทำให้ดีกว่าเดิม ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ อยู่ต่อไป แม้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยก็เผชิญปัญหาการย้ายฐานการผลิตออกไปอยู่เช่นกัน ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นการย้ายฐานไม่ได้มีสิ่งจูงเพียงเพื่อแสวงหาค่าแรงงานที่ต่ำกว่าเท่านั้น ยังมีปัจจัยอย่างอื่นด้วย เช่น มีตลาดในประเทศนั้นๆ รองรับ หรือประเทศนั้นๆ ยังมีโควตาหรือมีสิทธิพิเศษทางศุลกากรในการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา หรือยุโรป หรือแม้แต่สิทธิพิเศษที่ประเทศนั้นได้รับจากประเทศอื่นในฐานะคู่เจรจาทวีภาคีด้วย

ทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้การค้าทั่วโลกตกต่ำลงไปด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่แท้จริงแล้วการค้าเสรีของโลกก็มีส่วนทำให้หลายต่อหลายประเทศต้องประสบปัญหาจากข้อตกลงการค้าเสรีดังกล่าวด้วย  เพราะประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง  ยังใช้เงื่อนไขต่างๆ มากีดกันทางการค้าอยู่ไป ซึ่งตอนแรกจะกีดกันทางการค้าโดยออกกฎหมายมาตรฐานสินค้า ออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า ออกกฎเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชน ออกกฎเกณฑ์ห้ามใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 โดยไม่เป็นธรรม ออกกฎเกณฑ์ว่าด้วยการค้ามนุษย์ ออกกฎเกณฑ์ว่าด้วยสิ่งแวดล้อม สารพัดที่จะดำเนินการเมื่อไม่สามารถใช้ภาษีเป็นกำแพงกั้นสินค้าทะลักเข้าประเทศตนเองได้อีกต่อไปแล้ว

สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ก็ไม่อาจรอดพ้นจากผลกระทบทางลบของนโยบายการค้าเสรีเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและมหาอำนาจทางการเมืองแล้วจะอยู่ยงคงกระพัน เพราะเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงถึงกันหมด หมายถึงการเชื่อมโยงทางการเงิน หรือเงินทุนถึงกันด้วย  เมื่ออิรักบุกยึดครองคูเวตในวันที่ 2 สิงหาคม 2533 ทำให้นานาประเทศประกาศคว่ำบาตรอิรัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบหายไปจากตลาดประมาณ 4 ล้านบาร์เรล/วัน กลายเป็นวิกฤตราคาน้ำมันโลกครั้งที่ 3  ราคาน้ำมันดิบขึ้นจาก 20 ดอลลาร์สหรัฐฯเป็น 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ  ทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน และโดยสหรัฐอเมริกามีปัญหาสืบเนื่องไปด้วย ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ต้องปรับฐานเศรษฐกิจกันใหม่หมดเพื่อความอยู่รอด ซึ่งประเทศไทยเองก็ต้องปรับฐานการผลิตโดยเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า มาเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกแทน นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

สหรัฐอเมริกาได้พยายามจะขยับขยายเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเล็งไปที่การทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบพหุภาคี โดยเสนอทำ FTA ระหว่างสหรัฐฯกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี สิงคโปร์ ในปี 2541 แต่ก็ไม่ได้เดินหน้าต่อ หากแต่ชิลี สิงคโปร์และนิวซีแลนด์ได้เดินหน้าเจรจาทำ FTA ระหว่าง 3 ประเทศต่อไปตั้งแต่ปี 2546 และในปี 2548 ได้มีประเทศบรูไนเข้าร่วมด้วย โดยเรียกการทำข้อตกลงทางการค้าเสรีครั้นนี้ว่า Trans – Pacific Strategic Economic Partnership : TPP มีผลบังคับใช้ในปี 2549 โดยข้อตกลงในกรอบนี้ครอบคลุมไปถึงทวีป เอเชีย ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ และครอบคลุมเกือบทุกสาขา ทั้งด้านการค้า สินค้า การค้าภาคบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ นโยบายการแข่งขัน การเชื่อมโยงระหว่างการค้ากับมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมด้วย

ต่อมาในเดือนกันยายน 2551 นายจอร์จ เอช. ดับเบิลยู.  บุช ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกาเห็นว่า TPP เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง และครอบคลุมในหลายประเด็น ทั้งการเข้าถึงตลาด การกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การค้าสินค้า การค้าบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การลงทุนและการบริหารทางการเงิน จึงประกาศว่าสหรัฐฯพร้อมที่จะเข้าร่วมด้วย แต่ก็ยังไม่มีอะไรจริงจัง ขณะที่ปีเดียวกันนั้นมีประเทศออสเตรเลีย เวียดนามและเปรู ได้ประกาศเข้าร่วมเพิ่มเติม จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายนปี 2552 นายบารัก โอบามา ได้ประกาศจะร่วมกับ TPP ในระหว่างการเยือนเอเชียและการเข้าร่วมประชุม APEC และในเดือนธันวาคม 2552 สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯได้แสดงความจำนงอย่างเป็นทางการในการเข้าร่วมกับ TPP หลังจากนั้น สมาชิกกลุ่ม TPP ก็ได้มีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่หลายครั้งในปีถัดมา จนกระทั่งในปี 2556 มีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ชิลี เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม แคนาดา เม็กซิโก และญี่ปุ่น สังเกตจะเห็นว่าว่ามีสมาชิกอาเซียนมีอยู่ 4 ประเทศที่เข้าร่วม คือ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้ความตกลง TPP จะเป็นต้นแบบสำหรับการเจรจาทำความตกลงเปิดเสรีทางเศรษฐกิจการค้าในกลุ่ม APEC หรือ Free Trade Area of  the Asia Pacific : FTAAP ที่จะมีขึ้นในปี 2563 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า

สำหรับประเทศไทยแล้วภาคธุรกิจเอกชนไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยก็ผลักดันให้ภาครัฐตัดสินใจเข้าร่วมด้วย แต่การผลักดันไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากนักการเมืองในไทยสร้างปัญหาให้คนไทยเกิดความแตกแยก  เกิดการทุจริตคอรัปชั่น ไม่เคารพต่อกฎหมายบ้านเมืองจึงเกิดการปฏิวัติขึ้นในปี 2557 และย้อนหลังไปในปี  2549 ประเทศไทยก็มีการปฏิวัติขึ้นเช่นกันด้วยเหตุผลเดียวกันด้วย ทำให้การเจรจาการค้าแบบทวิภาคีหรือการเจรจา FTA ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯต้องหยุดชะงักลง เพราะสหรัฐฯต้องการเจรจากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ก็ทำให้บรรยากาศไม่เอื้อต่อการเข้าเป็นสมาชิก TPP ดังกล่าว เนื่องจากการปฏิวัติได้คว่ำกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550  และการยึดอำนาจโดยฝ่ายทหารถือเป็นข้อติดขัดที่สำคัญในการเจรจา

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 ข้อตกลงการค้า TPP ของสมาชิก 12 ประเทศดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้ผ่านความเห็นชอบขั้นสุดท้ายไปแล้ว  โดยครอบคลุมเกือบครบทุกด้าน จะมีข้อสงวนไว้น้อยมาก เฉพาะสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงฉบับนี้โดยสามารถกำจัดกำแพงภาษีสินค้าส่งออกของสหรัฐฯได้มากถึง 18,000 ชนิด และจะเกิดข้อบังคับด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านการคอรัปชั่นที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ขอบข่ายของข้อตกลงรวมถึงสินค้าผู้บริโภคและสินค้าอุตสาหกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา กฎข้อบังคับสำหรับการค้าขายทางอินเทอร์เน็ต หรือ ecommerce การส่งเสริมสิทธิของแรงงาน โดยเฉพาะการกำจัดแรงงานเด็ก ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองมนุษย์ สัตว์ หรือพืช หรือสุขภาพอนามัยด้วย ทั้งนี้แต่ละประเทศต้องผ่านขั้นตอนให้รัฐสภานำไปพิจารณาก่อนจึงมีผลบังคับใช้ได้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลการศึกษาข้อดีข้อเสียของ TPP ว่า ได้เสนอให้ที่ประชุมรับทราบแล้วว่าผลกระทบของการเข้าร่วม TPP หลักๆ จะมีอยู่ 2 ข้อ 1. ผลทางจิตวิทยาว่ามูลค่าการค้าภายในกลุ่มจะเพิ่มขึ้น และ 2. ผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยบางรายการ อย่างไรก็ตาม ในสมาชิก TPP ปัจจุบัน 12 ประเทศ มีที่ทำความข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) กับไทยแล้ว 9 ประเทศ เหลือเพียงสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกเท่านั้นที่ไม่มี FTA โดยไทยกับสหรัฐฯ มีระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences: GSP) อยู่แล้ว ดังนั้น ผลกระทบของ TPP จึงยังไม่มากนัก

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน ไทยเป็นสมาชิกความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RSEP) ที่เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับคู่ภาคี 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แม้ขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศที่ร่วมโครงการ ASEP จะน้อยกว่า TPP แต่มีจำนวนประชากรมากกว่า ขณะที่สิ้นปี 2558 นี้ก็จะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) และกว่าจะมีผลบังคับคงต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี เพราะแต่ละประเทศต้องไปปรับระบบให้สอดคล้องกับความตกลง เราจึงยังมีเวลาในการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะมีต่อประเทศไทย ขณะนี้จึงยังไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจ

นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินนโยบาย “Strategic rebalance” ต่อเอเชีย จึงได้มุ่งสร้างปฏิสัมพันธ์กับเอเชียในทุกมิติ  ทั้งด้านการทหาร การเมืองและเศรษฐกิจ รวมไปจนถึงการสร้างความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆ อาทิ ASEAN Regional Forum (ARF), Lower – Mekong Initiative (LMI), Trans Pacific Partnership (TPP) รวมทั้งสหรัฐฯพยายามกระชับความร่วมมือในด้านความมั่นคงกับพันธมิตรในภูมิภาคด้วย และดูเหมือนว่าแม้การรวมกันในรูปแบบ TPP จะมีตลาดเล็กกว่าการรวมตัวกันของ ASEAN บวก 3 ด้านประชากรก็ตาม แต่หากในอนาคตข้างหน้าหากสามารถขยายได้ครอบคลุมมากขึ้น ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้เหมือนกัน และต้องคอยดูต่อไปว่า นี่จะเป็นแผนปิดล้อมจีน หรือทำให้โลกบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีตามวัตถุประสงค์ขององค์กรการค้าโลกกันแน่

ญี่ปุ่นบอกว่าจีนน่าจะเข้าร่วมกับ TPP แต่จีนไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธเพียงแต่กระทรวงพาณิชย์จีนพูดว่า เป็นเรื่องที่ดี จีนเปิดกว้างสำหรับกลไกใดๆ ก็ตามที่ปฏิบัติตามกฎขององค์กรการค้าโลก และสามารถกระตุ้นการผนวกรวมด้านเศรษฐกิจของเอเชีย-แปซิฟิก จีนหวังว่าข้อตกลงนี้จะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน ด้านการค้าและการลงทุนในเอเชีย-แปซิฟิก

ไทยแม้ยังไม่ได้เป็นสมาชิก TPP และข้อตกลงดังกล่าวก็ยังไม่มีผลปฏิบัติ  ไทยก็อาจได้รับผลกระทบจากการทำความตกลง FTA ระหว่าง 2 ฝ่ายได้ เว้นแต่ในกลุ่มอาเซียนบวก 3 ซึ่งหมายถึงอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศอื่นๆ ที่ไทยได้ทำ FTA ไว้แล้ว ส่วนไทยกับสหรัฐอเมริกานั้นการเจรจาด้าน FTA ยังไม่มีความคืบหน้าตั้งแต่การปฏิวัติเมื่อปี 2549 แต่ไทยยังคงได้ประโยชน์จาก GSP ที่สหรัฐฯให้ความอนุเคราะห์แก่ไทยมายาวนาน โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2558 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมาย Trade Preferences Extension Act of 2015 (H.R.1295) ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมถึงสิทธิพิเศษทางศุลกากร Generalized Scheme of Preferences (GSP) ที่ให้แก่ประเทศไทยซึ่งหมดอายุตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 ได้รับการต่ออายุถึงเดือนธันวาคม 2560 และในภาพรวม ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จาก GSP สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของไทยกว่า 4,900 รายการ

TPP ที่สร้างกันขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกค้าขายกันอย่างเป็นธรรม ขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคของการค้าเสรีออกไป และคำนึงถึงมาตรฐานขั้นสูง อีกทั้งคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งแม้เป้าหมายสูงสุดจะไม่ได้ตั้งเอาไว้ให้ทุกประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิก แต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนคงปรารถนาจะให้เกิดขึ้นจริงเป็นเช่นนั้น และ TPP ต้องพร้อมที่จะรับประเทศอื่นๆ หากปรารถนาที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย โดยวัดจากข้อเท็จจริงในการปฏิบัติ หากสมาชิกในกลุ่มเห็นว่าควรปฏิเสธการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศหนึ่งประเทศใด  ก็น่าเสียดายที่การค้าของโลกไม่ได้มีมาตรฐานที่เป็นธรรมที่มีเพียงมาตรฐานเดียว ครับ

 

 

 


aec เขตเศรษฐกิจพิเศษ FTA โอฬาร สุขเกษม TPP เขตการค้าเสรี Free Trade GATT WTO NAFTA FTAAP