การ์เมนต์เด้งรับTPP 5 เสือชิงจังหวะขยายฐานเวียดนามรับภาษี 0%

27 October 2015






เปิดแผน 5 เสือการ์เมนต์ไทย แข่งขยายการลงทุนในเวียดนาม เด้งรับอานิสงส์ทีพีพี และเอฟทีเออียู-เวียดนามที่จะมีผลบังคับใช้ “ไฮ-เทคฯ-โอเรียนตอล-ลิเบอร์ตี้-ฮงเส็ง” ลั่นเตรียมทุ่มขยายเฟส 2 ขณะไนซ์กรุ๊ปจ่อลงทุนใหญ่เฟสแรก ด้านสภาหอฯชี้ไทยตกขบวน 2 กรอบการค้าใหญ่ทีพีพี เอฟทีเอไทย-อียู ส่งออกการ์เมนต์ไปสหรัฐฯ-อียู 5.4 หมื่นล้านส่อวูบหนัก ผ้าผืนและด้ายจ่อเจ๊งตาม “ประยุทธ์” สั่งเร่งศึกษาเชิงลึกกำหนดท่าทีประเทศ

จากผลพวงกรณี12 ชาติสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(ทีพีพี)ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำได้บรรลุความตกลงผลการเจรจาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558ที่ผ่านมา ได้สร้างความกังวลใจให้กับภาคการส่งออกของไทยที่เกรงจะกระทบกับความสามารถในแข่งขันอย่างรุนแรง จากไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกทีพีพี โดยกลุ่มหลักๆ ที่คาดจะกระทบ ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ข้าว อัญมณี และเครื่องประดับ เป็นต้น

อย่างไรก็ดีในกลุ่มเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือการ์เมนต์ถือเป็นกลุ่มที่ได้เตรียมการณ์รับมือทีพีพีไว้แล้ว โดยก่อนหน้านี้ผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ 5 อันดับแรกหรือ 5 เสือการ์เมนต์ที่รู้จักกันดีในวงการได้ขยายฐานการลงทุนสู่เวียดนามหนึ่งในสมาชิกทีพีพีที่คาดจะได้รับประโยชน์มากสุดจากความตกลงที่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจากการตรวจสอบของ "ฐานเศรษฐกิจ"พบทุกรายได้เตรียมขยายการลงทุนเพิ่มเติมถ้วนหน้า

  ไฮ-เทคฯเตรียมขยายเฟส2

นายวัลลภ วิตนากร ประธานกรรมการไฮ-เทคกรุ๊ป เปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตเสื้อผ้ากีฬาในเวียดนาม เป้าหมายเพื่อรับอานิสงส์สิทธิประโยชน์ด้านภาษี 0 ของความตกลงทีพีพีในการส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐอเมริกา รวมถึงความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)สหภาพยุโรป-เวียดนามที่จะมีผลบังคับใช้เพื่อส่งออกไปยุโรป โดยโรงงานในเวียดนามของทางกลุ่มในเฟสแรกได้เปิดทำการผลิตและส่งออกมา 2 ปีแล้ว มีที่ตั้งที่เมืองดานังในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม พื้นที่ 35 ไร่ ในเฟสแรกมีคนงานกว่า 600 คน มีกำลังการผลิต 7 ล้านตัวต่อปี และอยู่ระหว่างประกาศรับคนงานเพิ่มคาดจะได้คนงานเต็มในเฟสแรก 1.2 พันคน ตามเป้าหมายในเดือนมีนาคม 2559 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตอีกเท่าตัว

"ล่าสุดจากออร์เดอร์ที่มีเข้ามาทางกลุ่มมีแผนจะลงทุนเพิ่มในเฟสที่ 2 หลังเฟสแรกคนงานเต็มกำลังการผลิต ซึ่งคาดจะเริ่มดำเนินการช่วงกลางปีหน้า จะมีขนาดการลงทุนและคนงานใกล้เคียงกับเฟสแรก โดยทั้ง 2 เฟสรวมจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 350 ล้านบาท คาดในเฟส 2 จะเต็มพื้นที่และเต็มกำลังการผลิตในปลายปี 2560 ทั้งนี้การ์เมนต์ที่เราส่งออกจากเวียดนามเข้าไปสหรัฐฯและยุโรปในอนาคตจะเสียภาษีเป็น 0 จากปัจจุบันเสียภาษีนำเข้าเฉลี่ย 17-32% มองว่าในอนาคตการส่งออกการ์เมนต์จากเวียดนามของ 5 เสือการ์เมนต์ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วน 30% ของมูลค่าการ์เมนต์ที่ส่งออกจากประเทศไทยหรือจะมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปีนี้จะมีสัดส่วนประมาณ 20%"

โอเรียนตอลพร้อมลุย

เช่นเดียวกับนายชวลิต นิ่มละออ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทโอเรียนตอลการ์เมนท์ฯ เผยว่า ทางกลุ่มได้ขยายฐานการผลิตมายังเวียดนามเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยโรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดอันยางทางภาคใต้ของเวียดนาม ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใกล้กับชายแดนของประเทศกัมพูชา พื้นที่ประมาณ 25 ไร่ คนงานในเฟสแรก 1.5 พันคน ใช้เงินลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท ล่าสุดจากความตกลงทีพีพี และเอฟทีเอสหภาพยุโรป-เวียดนาม ที่คาดจะมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2560 ทางกลุ่มได้เตรียมขยายการลงทุนในเฟสที่ 2 ใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 150 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างราวเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมของปีหน้า ปัจจุบันสินค้าที่บริษัทผลิตเป็นเสื้อผ้ากีฬาให้กับแบรนด์ดังของสหรัฐฯ และเสื้อผ้าเด็ก สัดส่วน 60 : 40 มีตลาดส่งออกที่สหรัฐฯสัดส่วน 60% ยุโรป 20% ที่เหลือเป็นตลาดอื่นๆ

"โอเรียนตอล กรุ๊ป ปัจจุบันมีโรงงานผลิตในไทยเหลืออยู่ 2 โรงที่ชัยภูมิกับที่บางกะปิ กทม.และมีโรงงานที่เวียดนาม ซึ่งเวลานี้สัดส่วน 70% ของรายได้เราส่งออกสินค้าจากเวียดนาม ส่วนที่ไทยคงฐานการผลิตไว้ และใช้เป็นฐานในการบริหารจัดการรับออร์เดอร์ การจัดซื้อแล้วส่งวัตถุดิบไปตัดเย็บที่เวียดนาม โดยปีที่ผ่านมาเรามียอดส่งออกกว่า 500 ล้านบาท และในปีนี้คาดจะเพิ่มเป็น 600 ล้านบาทจากมีการขยายงานเพิ่ม ซึ่งอนาคตคาดฐานในเวียดนามของทางกลุ่มจะมีสัดส่วนกว่า 80% ของยอดส่งออก"

ลิเบอร์ตี้ขยายเครื่องจักร

ขณะที่นายชัยพงศ์ เวชมามณเทียร ประธานกรรมการลิเบอร์ตี้กรุ๊ป กล่าวว่า ทางกลุ่มได้เข้าไปตั้งฐานการผลิตในเวียดนามเป็นปีที่ 9 ตั้งอยู่ที่จังหวัดเบนแตร (Ben Tre)ทางทิศใต้ของนครโฮจิมินห์ มีคนงานกว่า 4.4 พันคน ถือเป็นฐานใหญ่สุดโดยคิดเป็นสัดส่วน 40% ของยอดส่งออกรวมของกลุ่มในเวลานี้ โดยมีกำลังผลิต 12 ล้านชิ้น/ปี ซึ่งผลพวงจากทีพีพี และเอฟทีเอสหภาพยุโรป-เวียดนามได้บรรลุความตกลง ทางกลุ่มจะมีการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของเครื่องจักรอัตโนมัติที่มีความทันสมัย และเน้นนวัตกรรมสินค้า เพื่อลดการใช้แรงงานคน ที่เวลานี้ค่าแรงในเวียดนามก็ไม่ได้ถูก คาดในอีก 2 ปีจากนี้ค่าแรงในเวียดนามจะสูงกว่าไทยแน่ เพราะมีการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี

"ต้นปีหน้าเวียดนามจะปรับขึ้นค่าแรงขึ้นอีก 12% ภาษีประกันสังคมอีก 22% แต่เราก็จะรักษาฐานผลิตในเวียดนามไว้ ส่วนที่ทางกลุ่มจะขยายงานมาก นับจากนี้คือฐานในอินโดนีเซียที่มีแรงงานจำนวนมากและส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งโรงงานของทางกลุ่มในอินโดนีเซียในปี 2559 คาดจะมีคนงานถึง 5 พันคน และอนาคตจะใหญ่สุดในเครือ คาดจะมีคนงานถึง 8 พันคน โดยอินโดฯค่าแรงยังถูก และอยู่ระหว่างเจรจาเข้าทีพีพี และเอฟทีเอในหลายกรอบ ขณะที่ฐานการผลิตในไทยอนาคตจะลำบากหากเราไม่เร่งเข้าทีพีพี เพราะออร์เดอร์จะถูกแบ่งไปให้กับ 5 ประเทศคือ เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ ที่ยังได้สิทธิจีเอสพี เอฟทีเอกับอียู รวมถึงทีพีพีกับสหรัฐฯ ทำให้ได้เปรียบเรื่องภาษีนำเข้า"

 ไนซ์กรุ๊ปจ่อปักฐานเฟสแรก

ด้านนายประสพ จิรวัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการไนซ์กรุ๊ป ผู้ส่งออกเสื้อผ้ากีฬารายใหญ่สุดของประเทศกล่าวสั้น ๆ ว่า ทางกลุ่มมีแผนที่จะไปตั้งโรงงานผลิตในเวียดนามในต้นปีหน้า โดยจะลงทุน 2 เฟส เฟสละประมาณ 200 ล้านบาท ยังไม่ขอเผยในรายละเอียดมาก เพราะอยู่ระหว่างเตรียมเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ เกรงจะกระทบทำให้ทางเวียดนามมีเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป

 ฮงเส็งขยายแน่นอน

ขณะที่อีกกลุ่มคือฮงเส็งกรุ๊ปของนายสุกิจ คงปิยาจารย์ อดีตนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย แหล่งข่าวใกล้ชิดนายสุกิจ(ซึ่งติดภารกิจในต่างประเทศ) เผยว่า ทางกลุ่มได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามมา 2 ปีแล้ว โดยระยะแรกได้ไปเช่าโรงงานในนิคมฯลองอัน ด้านทิศตะวันตกห่างจากโฮจิมินห์ประมาณ 40 กิโลเมตร เพื่อฝึกคนงานและผลิตสินค้าชั่วคราวเพื่อส่งออกไปยังตลาดหลักคือสหรัฐฯ และอียู ล่าสุดทางกลุ่มได้เร่งก่อสร้างโรงงานเองแบบถาวรในเฟสแรกที่นิคมเดียวกัน คาดใช้เงินลงทุนที่ดินและเครื่องจักรประมาณ 200 ล้านบาท จะแล้วเสร็จในสิ้นปีนี้และเริ่มผลิตสินค้าในโรงงานใหม่ได้ในต้นปีหน้า ในอนาคตจากทีพีพีจะมีผลบังคับใช้ทางฮงเส็งกรุ๊ป รวมถึงผู้ประกอบการการ์เมนต์ไทยรายอื่นๆ ในเวียดนาม จะขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นแน่นอน

 ชี้2กรอบกระทบ5.4หมื่นล.

นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากอัตราภาษีนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดตั้งไว้ที่ 17-32% แต่เวียดนามจะได้สิทธิพิเศษภายใต้ทีพีพี ภาษีเป็น 0 ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ผู้นำเข้าจะซื้อสินค้านี้จากไทย และจะมีผลทำให้ไทยสูญเสียการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปตลาดสหรัฐฯที่มีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.6 หมื่นล้านต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 40% ของการส่งออกสินค้านี้ของไทยไปทั่วโลก ขณะที่ตลาดสหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งมีสัดส่วน 20% ของการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากไทย จากการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูไม่มีความคืบหน้า และอียูปฏิเสธไม่เจรจากับไทยหลังมีรัฐประหาร และต้นปีที่ผ่านมาไทยได้ถูกอียูตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) 2 ตลาดรวมกันมูลค่าประมาณ 5.4 หมื่นล้านจะมีผลกระทบทำให้ไทยส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปลดลงเรื่อยๆ

"หากเปรียบเทียบเวียดนามจากการศึกษาพบว่าใน 10 ปีหลังทีพีพีมีผลบังคับใช้ เวียดนามจะส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 10 เท่า ใน 10 ปีจากนี้ไป ทุกวันนี้ผู้ประกอบการจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และไทยก็ย้ายไปเวียดนาม เมียนมาร์ เขมร ทำให้ประเทศเหล่านี้มีการส่งออกมากขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมทอผ้า และปั่นด้ายในไทยจะได้รับผลกระทบจนอาจต้องปิดตัวตาม เพราะกฎแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ทีพีพีกำหนดไว้เป็น Yarn Forward คือหากซื้อวัตถุดิบจากไทยไปผลิตจะไม่ได้สิทธิลดภาษี เพราะไทยไม่ได้ร่วมทีพีพี"

ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดไทยควรเข้าร่วมในกลุ่มทีพีพีโดยเร็วที่สุด ซึ่งแม้สหรัฐฯมีเงื่อนไขจะไม่เจรจากับประเทศที่อยู่ในบัญชีเทียร์ 3 ค้ามนุษย์ มองว่า หากไทยแสดงท่าทีที่ชัดเจนที่จะเข้าร่วมคาดสหรัฐฯจะช่วยปรับไทยให้ขึ้นมาอยู่บัญชีเทียร์ 2 ในรอบหน้าได้เหมือนกรณีมาเลเซีย เพราะจริงๆ สหรัฐฯอยากให้ไทยเข้าเพื่อคานอำนาจจีน

 3ตลาดไม่มีFTAวูบต่อเนื่อง

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สินค้าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของไทยต้องการและพร้อมที่จะเข้าร่วมทีพีพี รวมถึงอีกหลายสินค้า เพราะหากไม่มีทีพีพีจะทำให้ศักยภาพสินค้าไทยสู้เวียดนามไม่ได้ ซึ่งเวลานี้ในกลุ่มทีพีพีมี 3 ประเทศที่ไทยไม่มีความตกลงเอฟทีเอด้วยได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกการ์เมนต์ไทยไป 3 ตลาดนี้ได้ลดลงเรื่อย ๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่สินค้าจากเวียดนามมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

อนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อดี-ข้อเสียทีพีพีเชิงลึก เพื่อกำหนดท่าทีของประเทศไทย ซึ่งล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 20 ตุลาคม 2558 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า ทีพีพีซึ่งมีข้อตกลงทั้งการลดภาษีและการลงทุนของ 12 ประเทศสมาชิก อาจจะกระทบต่อสินค้าไทยบางรายการในระยะสั้น และอาจเกิดการย้ายฐานการผลิต จึงเสนอให้ไทยเร่งผลักดันการเจรจาในกรอบความตกลงอาเซียน+6 หรือ RCEP ให้เสร็จเร็วที่สุด....

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,099 วันที่ 25 - 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558


ทีพีพี นายวัลลภ วิตนากร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เอฟทีเออียู-เวียดนาม ไฮ-เทคฯ-โอเรียนตอล-ลิเบอร์ตี้-ฮงเส็ง ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ข้าว อัญมณี เครื่องประดับ กลุ่มเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือการ์เมนต์ นายชวลิต นิ่มละออ บริษัทโอเรียนตอลการ์เมนท์ฯ