การเผชิญศึกนอก ศึกในของธุรกิจครอบครัว

21 May 2017






การปรับตัวให้ทันกับปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในภายนอกมีผลกับความสำเร็จของธุรกิจอย่างมาก แต่ธุรกิจครอบครัวปัจจัยที่กำลังเผชิญอยู่นั้นมีมากกว่าธุรกิจโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความท้าทายในการสืบทอดกิจการไปให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังคลั่งไคล้ Startup หรือค่าใช้จ่ายที่กำลังเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาษีมรดกหรือภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น

ธุรกิจครอบครัวในสหรัฐอเมริกานั้นผ่านสถานการณ์นี้ไปก่อนธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย และเป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจครอบครัวเองก็มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามาก จึงมีผู้ทำการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงการที่ Family Enterprise USA (FEUSA) ได้ทำการสำรวจเจ้าของธุรกิจครอบครัวในสหรัฐอเมริกาแบบออนไลน์ จำนวน 186 ราย ในช่วง 23 กุมภาพันธ์ – 17 มีนาคม ปีค.ศ. 2017 โดยได้สอบถามในหลายประเด็นที่น่าสนใจ

สำหรับในที่นี้จะกล่าวถึงเรื่องของความทุมเทเพื่อระยะยาวให้กับธุรกิจและชุมชน พบว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจครอบครัวที่ถูกสำรวจเป็นธุรกิจในรุ่นที่ 1และรุ่นที่ 2 ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเป็น ธุรกิจในรุ่นที่ 3 ขึ้นไป ซึ่งธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ (65%) มีคนหลายรุ่นทำงานร่วมกันในบริษัท โดย 81% บอกว่าธุรกิจครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของมรดกที่พวกเขาอยากทิ้งไว้ให้กับลูกหลาน และประมาณ 40% ได้ส่งต่อความเป็นเจ้าของธุรกิจบางส่วนหรือทั้งหมดให้กับทายาทรุ่นต่อไปแล้ว ในส่วนของธุรกิจครอบครัวที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนกิจการให้กับทายาทรุ่นใหม่ก็เนื่องมาจากกำลังอยู่ระหว่างการทำแผนสืบทอดกิจการหรือยังไม่ต้องการส่งต่อความเป็นเจ้าของให้กับทายาทรุ่นต่อไปหรือลูกๆของพวกเขาไม่สนใจในธุรกิจครอบครัวของตนเองนั่นเอง

การเผชิญศึกนอก ศึกในของธุรกิจครอบครัว



นอกจากนี้ธุรกิจครอบครัว 76% ยังเห็นว่ารายได้ของธุรกิจมีการเติบโตขึ้นในปีค.ศ. 2016 และมั่นใจว่าธุรกิจจะสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในปีต่อๆไป ดังนั้นธุรกิจครอบครัว 72% จึงวางแผนที่จะจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นในปีค.ศ. 2017 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 66% จากการสำรวจในปีค.ศ. 2016 (ภาพที่ 1) ทั้งนี้นอกเหนือจากการสร้างงานแล้ว 92% ของเจ้าของธุรกิจยังมีส่วนร่วมในชุมชนด้วยการสละเวลา ความสามารถและทรัพยากรในการช่วยเหลือชุมชนของพวกเขาอีกด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงสิ่งที่ถือเป็นความท้าทายและน่ากังวลสำหรับธุรกิจครอบครัวในสหรัฐอเมริกาพบว่า แม้ธุรกิจครอบครัวจะมีความมั่นใจความสามารถในการของธุรกิจ แต่ก็มีความกังวลมากในเรื่องของการลดภาษีเงินได้ การลดกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆและการลดหรือกำจัดภาษีกองมรดก (estate tax) ตามลำดับ และธุรกิจครอบครัว 78 % ยังเห็นว่าอิทธิพลภายนอก เช่น กฎระเบียบของรัฐบาล นโยบายภาษีและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคต่อความยั่งยืนของธุรกิจมากกว่าปัญหาภายใน เช่น ความขัดแย้งในครอบครัว เสียอีก นอกจากนี้ประมาณ 19% ของเจ้าของธุรกิจระบุว่าการวางแผนภาษีกองมรดกส่งผลต่อความสามารถในการเพิ่มงานของพวกเขา โดยในปีค.ศ. 2016 พวกเขามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 74,940 ดอลลาร์ในการประกันภาษีกองมรดก และมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการวางแผนภาษีกองมรดกโดยเฉลี่ยประมาณ 170,800 ดอลลาร์ รวมถึงเวลาของพวกเขาโดยเฉลี่ย 13% ถูกใช้ไปกับการวางแผนภาษีกองมรดกอีกด้วย

ทั้งนี้ เจ้าของธุรกิจบอกถึงผลกระทบของกฎระเบียบที่มีต่อธุรกิจของพวกเขาในเรื่องเกี่ยวกับภาษีกองมรดกที่มีต้นทุนในเรื่องของเงิน ทรัพยากรและเวลาที่พวกเขาเห็นว่าควรจะนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจมากกว่าจ่ายให้กับรัฐบาล จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เกิดความกังวลค่อนข้างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่า 63% ของเจ้าของธุรกิจบอกว่าการดำเนินธุรกิจของพวกเขาในปัจจุบันมีความท้าทายมากกว่าเมื่อห้าปีที่แล้ว ซึ่งคำกล่าวนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว เนื่องจากเจ้าของธุรกิจครอบครัว 21% ระบุว่าพวกเขาจะสามารถจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นได้ หากไม่ต้องนำทรัพยากรที่มีไปใช้ในเรื่องของภาษีกองมรดกนั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำการศึกษาต่อไปถึงแนวทางแก้ไขและการหาทางออกที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายโดยที่ธุรกิจยังมีอนาคตที่ยั่งยืนรออยู่ต่อไป

ที่มา: Family Enterprise USA . 2017. 2017 FEUSA Family Business Survey. March 2017. www.familyenterpriseusa.com

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,263 วันที่ 21 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560


ธุรกิจครอบครัว