‘แบงก์’เดินหน้าช่วยลูกค้าทำดีลควบรวม ธุรกิจรายใหญ่แกร่งรุกซื้อกิจการต่างประเทศ

28 October 2015






แบงก์เผยเทรนด์ลูกค้ารายใหญ่แข็งแกร่ง-สภาพคล่องเหลือ แห่เทกกิจการ-ควบรวมธุรกิจต่างประเทศ-กลุ่ม CLMV ยังเด่น ด้าน "กสิกรไทย" โค้งสุดท้ายกำดีลในมือ 2-3 ราย มูลค่า 5 พันล้านบาท จากทั้งปี 2 หมื่นล้านบาท โกยรายได้ค่าธรรมเนียมโต 11-14% มั่นใจปีหน้าปิดดีลได้ 5-10 ดีล ส่วน "กรุงไทย" เชื่อธุรกิจก่อสร้างบูมตามอานิสงส์โครงการภาครัฐ พร้อมหนุนลูกค้าโตทุกด้าน ฟาก "ซีไอเอ็มบี ไทย" เตรียมปิดบุ๊กดีล IPO ท้ายปี 3 ดีล ส่วนปีหน้ารอเก็บเพิ่มอีก 4-5 ดีล เชื่อหนุนรายได้ด้านวาณิชธนกิจโตพุ่ง

ธุรกรรม



นายจงรัก รัตนเพียร รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่าแนวโน้มการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ การทำไอพีโอ หรือการควบรวมและซื้อกิจการ (Merger And Acquisition :M&A) ยังนับเป็นวิธีการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมี 2 ปัจจัยหลัก คือ 1.บริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 50% ที่มีสภาพคล่องส่วนเกิน จึงเข้ามาปรึกษาธนาคารในการลงทุน และ 2.ผู้ประกอบการต้องการขยายธุรกิจแบบเติบโตทางลัด ด้วยการซื้อกิจการที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาเสริม โดยคาดการณ์แนวโน้มปริมาณการทำ M&A ทั่วโลกในอนาคตในช่วงปี 2558-2561 จะเติบโตกว่า 19% ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวนดีลที่เพิ่มขึ้นเป็น 23% จาก 17.8% ในปี 2557

ดังนั้น จากแนวโน้มความต้องการดังกล่าว ทำให้การควบรวมกิจการยังคงมีโอกาสและช่องทางในการขยายการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยในอนาคต ซึ่งไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ธนาคารมีดีลที่อยู่ระหว่างเจรจาประมาณ 2-3 ดีล มูลค่ารวมกว่า 5 พันล้านบาท เป็นธุรกิจไทยซื้อไทยด้วยกัน โดยอยู่ในเซ็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์ โดยภาพรวมทั้งปีมีดีลประมาณ 5-10 ดีล มูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท โดยประมาณ 65% ของมูลค่า เป็นการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) และที่เหลือ 35% ของมูลค่าเป็นการควบรวมกิจการ

ขณะที่ในปี 2559 คาดว่าจะมีดีลประมาณ 20-30 ดีล แต่มั่นใจว่าจะมีประมาณ 5-10 ดีลเท่ากับปีนี้ที่จะสามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน โดยมูลค่าอยู่ในหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งจะอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน และอุปโภคบริโภค โดยเป็นลักษณะธุรกิจไทยออกไปซื้อธุรกิจต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ามูลค่าการซื้อขายควบรวมกิจการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยจากเดิมวงเงินจะเฉลี่ยอยู่ที่หลักพันล้านบาทต่อดีล ปัจจุบันมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีทั้งไทยออกไปซื้อ และต่างชาติเข้ามาซื้อ ดังนั้น ธนาคารเชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า การซื้อขายควบรวมกิจการจะมีอัตราการเติบโตได้ 10% โดยจะเห็นแนวโน้มธุรกิจไทยไปซื้อต่างประเทศมากขึ้น

ส่วนเป้าหมายธุรกิจรายใหญ่ในปีนี้ ธนาคารคาดว่าสินเชื่อทั้งปีจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย 4% จากยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท สิ้นปีจะเพิ่มเป็น 4.5 แสนล้านบาท ฐานลูกค้าหลักหมื่นราย ขณะที่รายได้จากดอกเบี้ยเติบโตได้ประมาณ 7-9% และรายได้ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 11-14% ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่ได้มีประเด็นมากนัก โดยปัจจุบันมีเอ็นพีแอลประมาณ 1% ซึ่งเป็นเอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ส่วนที่เกิดใหม่มีน้อยมาก

"การทำ M&A ของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ากว่า 6.5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 400 ดีล ส่วนต่างชาติเข้ามาซื้อไทยมีประมาณ 230 ดีล มูลค่า 6.5 แสนล้านบาท จะเห็นการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยธนาคารมองว่ากลุ่มธุรกิจไทยที่มีโอกาสออกไปขยายในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV จะมีอุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล ซึ่งเป็น 3 กลุ่มหลักที่ไทยทำได้ดี ส่วนต่างชาติเข้ามามีหลายอุตสาหกรรม แต่ส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดเชนเพื่อผลิตและส่งออก"

นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การซื้อกิจการหรือการควบรวมกิจการ (M&A) ยังคงมีธุรกรรมการขยายตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งธนาคารก็ทำหน้าที่ทั้งในส่วนที่ปรึกษา และการจัดหาแหล่งเงินทุน รวมถึงพันธมิตรที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าได้

อย่างไรก็ดี การควบรวมกิจการอาจจะต้องใช้เวลาที่จะทำให้สำเร็จ เพราะจะต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้กว่าจะจบดีลต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ภาพรวมดีลเข้ามาต่อเนื่อง ดังนั้น จากภาพรวมถือว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารมั่นใจว่าทั้งปียอดสินเชื่อและยอดรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

"แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไปบ้าง แต่กับธุรกิจรายใหญ่ไม่ได้ประสบปัญหามากนัก อาจจะมีบ้างรายที่เข้ามาคุยบ้าง ซึ่งธนาคารก็ช่วยเหลือตามเหมาะสม หรือบางรายหยุดไปหลักๆ มีเพียงแค่ 1-2 ราย ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาอะไร โดยภาพรวมถือว่ายังไปได้ดี"

ส่วนภาพรวมธรุ กจิ รายใหญ่ยงั คงขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี มาจากอานิสงส์การลงทุนโครงการภาครัฐที่เริ่มทยอยการลงทุนให้เห็นมากขึ้น คาดว่าภายในปีหน้าจะขยายตัวเห็นชัดเจนขึ้นส่วนอสังหาริมทรัพย์ แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะชะลอตัวลง แต่ในกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่ค่อนข้างยังไปได้ดี ้ ส่วนกลุ่มยานยนต์ในแง่ของปริมาณจะลดลงจากยอดขายภายประเทศชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจ แต่ในแง่การผลิตเพื่อส่งออกยังคงขยายตัวได้

ดร.สุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจรายใหญ่ตอนนี้ค่อนข้างแข็งแรง ซึ่งแตกต่างจากอดีตในช่วงวิกฤติที่เกิดจากลูกค้าขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ของธุรกิจรายใหญ่ค่อนข้างต่ำ และมีสภาพคล่องทางการเงินค่อนข้างสูง ประกอบกับช่วงเวลานี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยต่ำ จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีความสามารถในการซื้อกิจการได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ภายในปีนี้ธนาคารมีดีลอยู่ในมือและกำลังดำเนินการอยู่ 3 ราย ซึ่งเป็นการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) และคาดว่าในปี 2559 จะมีดีลอีกประมาณ 4-5 ราย โดยจะมีทั้งการเป็นที่ปรึกษา (FA) การซื้อกิจการ (Take Over) และควบรวมกิจการ (M&A) ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ธุรกิจรายใหญ่ค่อนข้างแอกทีฟมาก โดยเฉพาะในด้านรายได้มีการเติบโตค่อนข้างดี ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างจะอยู่ที่ประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 30% ของพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งหมด จะเห็นว่าไม่ค่อยขยายตัวมาก เนื่องจากลูกค้ารายใหญ่มีทางเลือกในการระดมทุนค่อนข้างมาก จึงไม่ค่อยใช้สินเชื่อมากนัก

"ดีลลูกค้ารายใหญ่เราทำได้ค่อนข้างดี เช่นที่ผ่านมาเราได้รับความไว้ใจให้เป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารกรุงไทยออกพันธบัตรที่สามารถเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 ในมาเลเซีย ซึ่งได้ผลตอบรับค่อนข้างดี หรือการปล่อยสินเชื่อร่วมให้กับลูกค้าเพื่อซื้อกิจการ และในปีนี้จะสามารถปิดดีลการทำไอพีโอ ส่งผลให้รายได้จากด้านวาณิชธนกิจเติบโตค่อนข้างดี"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,099 วันที่ 25 - 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558


เอ็นพีแอล ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) นายจงรัก รัตนเพียร การระดมทุนผ่านหุ้นกู้ การควบรวมและซื้อกิจการ Merger And Acquisition M&A การนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ IPO หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้