สบน.ปรับแผนก่อหนี้ปี59 คุมปี65 ห้ามเกิน 60% ของจีดีพีรับลงทุน PPP

23 October 2015






สบน. เตรียมประเมินผลแผนลงทุน PPP หลังปีงบประมาณ 2559 มีหลายโครงการรัฐจ่อให้เอกชนร่วมลงทุนหวังลดภาระหนี้สาธารณะ ยอมรับลงทุน 6 ปีกระทบแผนงบสมดุลถูกเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด สั่งจับตาค่าเงินบาทคาดอ่อนค่าไปถึงสิ้นปี ประเมินผลด่วนหลังมีโครงการกู้ต่างประเทศหวั่นกระทบจากค่าเงิน

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการเสนอให้ปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2559 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินโครงการบลงทุนขนาดใหญ่ โดยให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อลดภาระหนี้ของภาครัฐในระยะยาว โดยโครงการที่ให้ความสำคัญและจะมีผลในปีงบประมาณ 2559 ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ของกรมทางหลวง วงเงินรวม 2.174 หมื่นล้านบาท รวมถึงจะพิจารณาทบทวนการจัดทำประมาณการหนี้สาธารณะและสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้ทราบถึงแนวโน้มของหนี้ในอนาคตให้อยู่ในระดับหนี้ที่เหมาะสม

สำหรับแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2559 นั้นแบ่งเป็น 3 แผนย่อย วงเงินรวม 1.592 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยแผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 5.639 แสนล้านบาท และแผนการปรับโครงสร้างหนี้ วงเงิน 9.046 แสนล้านบาท รวมถึงแผนบริหารความเสี่ยง วงเงิน 1.231 แสนล้านบาท นอกจากนี้สบน.ยังรับทราบแผนบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติภายใต้กรอบแผนการก่อหนี้ วงเงิน 1.048 แสนล้านบาทและแผนก่อหนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องอนุมัติภายใต้กรอบแผนก่อหนี้วงเงิน 3.168 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดีแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2559 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 1.718 ล้านล้านบาท เป็นการก่อหนี้ใหม่ 6.387 แสนล้านบาท และการบริหารจัดการหนี้สาธารณะเดิม 1.089 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยแผนงานย่อย 5 แผน คือ 1.แผนการก่อหนี้ใหม่ 5.639 แสนล้านบาท แผนที่ 2 คือ แผนการปรับโครงสร้างหนี้ วงเงิน 9.046 แสนล้านบาท แผนที่ 3 แผนบริหารความเสี่ยง วงเงิน 1.231 แสนล้านบาท แผนที่ 4 แผนบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติจาก ครม. โดยเป็นการก่อหนี้ใหม่ 4.313 หมื่นล้านบาท และการบริหารหนี้ 6.169 หมื่นล้านบาท และแผนที่ 5 แผนการก่อหนี้ของหน่วยงานรัฐอื่นที่ไม่ต้องขออนุมัติจาก ครม. โดยเป็นการก่อหนี้ใหม่ 3.168 หมื่นล้านบาท

"ตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลต้องการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนกับทางภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการที่ยังอยู่ระหว่างทำแผนความร่วมมือในการลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) พ.ศ. 2558- 2562 โดยจะใช้ PPP เข้ามาทั้งหมด ครอบคลุมโครงการลงทุนก่อสร้างต่างๆ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) รวมถึงทางด่วนอีกหลายเส้นทาง ซึ่งทาง สบน.ก็เตรียมความพร้อมด้านการศึกษาว่าโครงการใดที่เหมาะสมที่จะใช้แบบ PPP" นายสุวิชญกล่าวและว่า

แต่ทั้งนี้การจะทำ PPP อาจเป็นโครงการในระยะสุดท้าย โดยระยะต้นรัฐบาลจำเป็นจะต้องเตรียมการลงทุนในส่วนของการก่อสร้างโครงสร้างไว้ก่อน และเมื่อถึงระยะท้ายก็เปิดให้เอกชนเข้าร่วม PPP เช่น ระบบการให้บริการการเดินรถ หรือลงทุนในการซื้อตัวรถมาก่อน ซึ่งเอกชนจะมีความคล่องตัวมากกว่าที่ให้รัฐทำเองทั้งหมด

โดยขณะนี้ได้แบ่งกิจการด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มกิจการที่สมควรให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน (Opt-out) ซึ่งหมายถึงต้องเป็นการร่วมทุนกับเอกชน ประกอบด้วยระบบขนส่งมวลชนทางรางในเมือง เช่น รถไฟฟ้า 10 สาย ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ อาจต้องใช้ระยะเวลาศึกษาเพิ่มเติม

เช่นเดียวกับนางสาวรานี อิฐรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนวิจัยนโยบายหนี้สาธารณะ กล่าวว่าในส่วนของงบประมาณสมดุลจากเดิมที่คาดว่าเห็นในปี 2560 นั้นขณะนี้ได้ชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด และในส่วนของตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ขณะนี้ยังไม่มีการปรับประมาณการตัวเลข เบื้องต้นต้องใช้ระยะเวลา 3-6 เดือนเพื่อประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

"เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง เช่น หากมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจใดที่เดิมมีแผนที่จะกู้เงินเพื่อนำมาใช้ลงทุน หากโครงการมีความคืบหน้าทำให้การกู้คืบหน้าไวขึ้นก็จำเป็นต้องนำมาประเมิน หรือหากหน่วยงานใดไม่มีความจำเป็นต้องกู้หรือไม่สามรรถทำตามแผนที่กำหนดไว้ก็จำเป็นต้องนำออกจากประมาณการ ทั้งนี้ปัจจุบันตัวเลขหนี้สาธารณะ ปี 2558 อยู่ที่ 48.3% ต่อจีดีพี ปี 2559 อยู่ที่ 48.3% ต่อจีดีพี ขณะที่ปี 2563 จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 52% ต่อจีดีพี"

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตามแผนบริหารหนี้สาธารณะรวมถึงแผนการเงินการคลัง มีแผนบูรณาการทำให้หนี้สาธารณะในระยะ 6 ปี นับจากปี 2559-2565 จะขยายตัวอยู่ในระดับ 50 ปลายๆ หรือขยายตัวไม่เกิน 60% ของจีดีพี ถือเป็นระดับที่เหมาะสมกับการเดินหน้าพัฒนาประเทศในขณะที่ประเทศต้องการการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงการเดินตามแผนนำการชำระเงินต้นคืนในหลายโครงการ โดยเฉพาะการกู้เงินจากต่างประเทศ ขณะนี้กระทรวงการคลังได้สั่งการให้บูรณาการหากจำเป็นต้องกู้เงินจะต้องดูความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้น

เนื่องจากมีการประเมินแล้วว่าอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่เหลือถึงสิ้นปีน่าจะมีแนวโน้มอ่อนค่า ดังนั้นหากต้องมีการกูเงินจากต่างประเทศจำเป็นต้องปิดความเสี่ยงตรงส่วนนี้เพราะมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งแนวทางการกู้เงินจากต่างประเทศอาจใช้เป็นการกู้อัตราดอกเบี้ยพิเศษระยะสั้น คือ ไม่เกิน 3 ปี ซึ่งจะทำให้บริหารและจัดการง่ายขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3098 วันที่ 22 - 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558


สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กรมทางหลวง สบน. PPP หนี้สาธารณะ นายสุวิชญ โรจนวานิช สายบางใหญ่-กาญจนบุรี สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา