CSR เชิงกลยุทธ์

23 October 2015






สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ องค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย (APO) จัดสัมมนาหัวข้อ "Maximizing Business Value and Sustainability with Strategic CSR" เพื่อให้องค์กรได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินงานในการสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วย CSR เชิงกลยุทธ์ ผ่านวิธีคิดที่เป็นกระบวนการ ชัดเจน ตลอดจนสามารถวัดผลและสื่อสารผลการดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

"ฮิโรชิ อิชิดะ" ผู้อำนวยการ The Caux Round Table Japan (CRT Japan) ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Stakeholder Engagement พูดถึงการทำซีเอสอาร์ว่า หากจะทำให้ยั่งยืน องค์กรต้องมี “Materiality Issue” หรือประเด็นที่เป็นสาระสำคัญขององค์กรชัดเจน โดยมองจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน 2 เรื่อง คือความกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ ผลกระทบขององค์กร ขั้นตอนของ Materiality Assessment เริ่มจาก Mapping กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนว่ามีใครบ้างที่อยู่ภายใต้ Value Chain เพื่อจะดูว่าผลกระทบสำคัญต่อองค์กรหรือสังคมมีอะไรบ้าง จากนั้นจึงระบุและจัดลำดับความสำคัญ แล้วค่อยสรุปออกมา กำหนดเป็นแผนการดำเนินงาน (Action Plan) ที่เหมาะสม ถ้าทำถูกต้อง แผนงานก็จะสอดรับกับธุรกิจ เพราะเป็นเรื่องขององค์กร ไม่ใช่กิจกรรม CSR ที่แยกมาต่างหาก เช่น เนสเล่ของญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับ “น้ำ” เนื่องจากมีการใช้น้ำในประบวนการผลิตมหาศาล “Climate Change” ที่เกิดจากกระบวนการ และ “Food Safety” ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์โดยตรง

ประเด็นที่เราจะทำซีเอสอาร์ คือสิ่งที่เป็นความคาดหวังและความกังวล ที่มาจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำไปเป็นข้อกำหนดต่อไปว่า แล้วกลยุทธ์ที่เราจะเอาไปดำเนินงานเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมันควรจะเป็นเรื่องใด ดังนั้น การทำ Stakeholder Engagement เพื่อที่จะหา Issue ที่ถูกต้องแล้ว ตรงประเด็นกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ซึ่งอาจไม่ใช่แค่ในชุมชนเท่านั้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อาจเป็นใครก็ตามที่มีผลกระทบกับธุรกิจของเรา

การนำเอาซีเอสอาร์เข้าไปปรับใช้ในระบบบริหารจัดการองค์กร คือการเปรียบเทียบกับบริบทภายนอกองค์กร ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการเมือง ที่มีผลกระทบกับวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร เพื่อที่เราจะนำไปกำหนดกลยุทธ์ให้สอดรับกัน อีกทั้งยังตรงกับความกังวลและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ง่ายๆ ก็คือ เริ่มจากการให้องค์กรวิเคราะห์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อทำ Engagement จนมาถึง Materiality Assessment ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือการทำรายงานความยั่งยืนที่ถูกต้อง

สำหรับประเทศไทย ส่วนมากองค์กรจะทำซีเอสอาร์แบบง่ายๆ เป็นการแก้ปัญหาอดีต เริ่มจากการคิดกิจกรรมก่อน แต่ไม่ได้ฟังเสียงของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริง รวมทั้งไม่ได้คำนึงถึง Materiality ดังนั้นกิจกรรมที่ออกมาจึงทำตามแล้วแต่คิดได้ เป็นการทำแล้วจบ ซึ่งซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์ จะแตกต่างจากการสร้างคุณค่าร่วมทางสังคม (Creating Shared Value - CSV) ซึ่งถือเป็นซีเอสอาร์รูปแบบหนึ่ง ที่ทำแล้วได้ผลแบบ Win-Win ทุกกลุ่ม หรือถ้าจะเรียกให้เพราะก็คือ การทำซีเอสอาร์ขั้นเทพ หรือเป็น Smart CSR ที่มากกว่าการให้หรือการบริจาค

แนวทางของ CSV คือจะทำอย่างไรให้เราอยู่ด้วยกันได้ นั่นคือการตั้งเป้าหมายร่วมกัน ดังนั้น องค์กรก็จะมีโครงการลงไปสนับสนุนเกษตรกร โดยเขาสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้ องค์กรก็จะได้วัตถุดิบ เพื่อกลับมาป้อนในกระบวนการ โดยที่ไม่ต้องมีสัญญาหรือเป็นการบังคับ แต่ทำเพื่อให้เขาอยู่ได้ยั่งยืนด้วย เช่น Nestle จะบอกเลยว่าเกษตรกรอยู่ได้ เขาก็อยู่ได้ นี่คือ CSV เมื่อเป็นซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์ แนวทางนี้เป็นการหาประเด็นถูกจุดที่เป็นกลยุทธ์ขององค์กร และยังเป็นเครื่องมือที่มองไปถึงอนาคต ทำให้มองเห็นปลายทางที่ชัดเจน เนื่องจากกลยุทธ์ที่เลือกนี้ ต้องตอบกับอนาคตด้วย นอกจากนี้ในกระบวนการขั้นตอน Validating ยิ่งทำให้แนวทางนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นตลอดจนยังสามารถย้อนกลับไปเช็กหาสาเหตุได้ตั้งแต่ต้นทาง ว่าสิ่งเหล่านี้มาจากเหตุผลอะไร ด้วยมุมมองแบบไหน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3098 วันที่ 22-24 ตุลาคม พ.ศ. 2558


CSR สัมมนา กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ องค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย APO Maximizing Business Value and Sustainability with Strategic CSR สร้างธุรกิจอย่างยั่งยืน ฮิโรชิ อิชิดะ The Caux Round Table Japan CRT Japan Stakeholder Engagement Materiality Issue Materiality Assessment Mapping Value Chain แผนการดำเนินงาน Action Plan Climate Change Food Safety Creating Shared Value - CSV