‘มีชัย’หวั่นเกิดปัญหา เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระซ้ำซ้อน

22 October 2015






ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา "องค์กรอิสระ" เข้าคิวเข้าพบ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแนวทางการบัญญัติรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระ ไล่เรียงตั้งแต่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน น่าสนใจว่า ส่วนใหญ่ขอคงสถานะความเป็นองค์กรอิสระ ปราศจากการแทรกแซง และขอคงอำนาจเดิมของตนเองเอาไว้

ดังเช่น "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ซึ่งยืนยันจุดยืนผ่านเวทีแถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 9 ปีว่า ขอเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องปราศจากการแทรกแซง และขอคงไว้ซึ่งอำนาจหน้าที่เดิมตามมาตรา 250 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 พร้อมเสนอแนะว่า องค์กรอิสระต่างๆที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐนั้น ควรบูรณาการการทำงานร่วมกันในรูปแบบของ "คณะกรรมการ" เพื่อความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นด้วย และเสนอแนะให้มีมาตรการป้องกันความเสียหาย มาตรการประกันความเสี่ยงจากมาตรการของรัฐ โดยเฉพาะโครงการใหญ่ ที่ต้องดำเนินการร่วมกันตั้งแต่เริ่มทำโครงการ หน่วยงานหลักที่พิจารณาโครงการ หรือพิจารณางบประมาณ เมื่อดำเนินการแล้วเกิดความเสียหายต้องมีความผิด เป็นต้น

ขณะที่ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" เองก็ขอให้คงความเป็นเอกเทศขององค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้ดังเดิม ขอคงอำนาจตาม รธน.ปี 2550 ไว้ โดยเฉพาะอำนาจในมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 2552 ที่ให้สามารถหยิบยกเรื่องขึ้นพิจารณาได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ร้อง หากเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบกับประชาชน และคงอำนาจการเรียกเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ในกรณีมีการสอบสวนตามที่มีการร้องเรียน และหากหน่วยงานใดไม่ดำเนินการสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ตามมาตรา 15 ประกอบมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 2552

พร้อมกันนี้ได้สะท้อนถึงปัญหาขององค์กรอิสระที่มีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐว่า ส่วนใหญ่ได้รับงบประมาณอย่างจำกัด ถูกกีดกันจากฟากการเมือง จึงขอหารือความเป็นไปได้กรณีให้มีการจัดสรรงบประมาณในลักษณะพิเศษ อาทิ จัดสรรงบประมาณไว้ 1% ของงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระในการทำงานตรวจสอบอย่างแท้จริง พร้อมขอเพิ่มอำนาจกรณีผู้ตรวจการฯมีข้อเสนอให้หน่วยงาน แล้วไม่ดำเนินการภายใน 90 วันโดยไม่แจ้งเหตุผล ให้ถือว่า หน่วยงานนั้นมีความผิดวินัยร้ายแรง รวมทั้งให้ผู้ตรวจการฯ มีอำนาจฟ้องคดีแพ่งแทนประชาชนได้

ด้านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำโดย นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เน้นให้คงอำนาจแก่ กกต. อาทิ อำนาจในการกำหนดกิจกรรมและเลื่อนวันเลือกตั้งได้กรณีที่เกิดวิกฤติทางการเมือง ให้กกต.มีอำนาจในการควบคุม สั่งการ บัญชาการข้าราชการที่มีพฤติกรรมไม่เป็นกลาง และยืนยันขอให้มีอำนาจให้ใบแดงก่อนประกาศผลเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เห็นว่า การให้ใบแดงนั้นควรเป็นอำนาจของศาล นอกจากนี้ยังขอให้ กกต.มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) และมีอำนาจให้ใบส้มก่อนประกาศผล กรณีที่เห็นว่า การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงขอให้ กกต.มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี ตามรัฐธรรมนูญ 2550 และมีวาระเป็นการเฉพาะตัว เพื่อให้การทำงานมีความต่อเนื่อง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หากดูจากท่าทีของ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. ที่ออกมาระบุภายหลังการเข้าหรือขององค์กรอิสระข้างต้น โดยออกตัวไว้ก่อนว่า กรธ.จะประมวลผลสรุปข้อเสนอแนะขององค์กรต่างๆ ก่อน

"แต่จะไม่ตามใจทุกองค์กรที่ส่วนใหญ่เสนอเพิ่มอำนาจของตัวเอง ถ้าเราไปตามใจทุกองค์กรก็ไม่มีจุดจบ ไม่ใช่ว่าใครขออะไรมาเราจะทำตามทุกเรื่อง กรธ.ต้องยึดหลักมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เป็นตัวตั้ง ประโยชน์ของประเทศชาติต้องมาก่อน

ล่าสุด นายมีชัย พูดเสียงดังฟังชัดว่า “ การเพิ่มอำนาจขององค์กรอิสระ เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะหากมีอำนาจคล้ายกัน ก็จะเกิดความซํ้าซ้อนและเกิดปัญหาจึงต้องทำให้เกิดความสมดุล และทำให้ประชาชนมั่นใจว่าองค์กรอิสระเหล่านั้นจะให้ความเป็นธรรมได้”

เป็นคำตอบแบบตรงไปตรงมาจากประธานมีชัย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3098 วันที่ 22 - 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558


ป.ป.ช. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. นายมีชัย ฤชุพันธ์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศุภชัย สมเจริญ