คาดจีดีพีจีน Q3 โตไม่ถึง7% นักเศรษฐศาสตร์เชื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม

20 October 2015






การเปิดเผยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของจีนในสัปดาห์หน้าจะเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก หลังช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัว โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่าเศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ผ่านมาเติบโตได้ต่ำสุดในรอบกว่า 6 ปี

ในขณะที่ทางการจีนเตรียมเปิดเผยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคมนี้ สำนักข่าวต่างประเทศได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ต่อประเด็นดังกล่าว โดยสำนักข่าวรอยเตอร์สำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ 50 ราย พบว่าตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในไตรมาสที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 6.8% สอดคล้องกับผลสำรวจที่จัดทำโดยบลูมเบิร์ก

ถ้าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ หมายความว่าเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3 ของปีนี้จะเติบโตได้อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2552 ซึ่งเศรษฐกิจจีนขยายตัว 6.2% หลังจาก 2 ไตรมาสที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนเติบโตในระดับ 7%

นักเศรษฐศาสตร์จากแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริลลินช์ กล่าวว่า การเติบโตของจีดีพีที่ชะลอตัวลงส่วนใหญ่เป็นผลจากการเติบโตที่ลดลงในภาคการเงินหลังจากเกิดความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ และการเติบโตของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว "เราคิดว่าความต้องการด้านการลงทุนของภาคเอกชนค่อนข้างอ่อนแอ และการลดจำนวนสินค้าในสต๊อกจะดำเนินต่อไปเนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความผันผวนในตลาดการเงิน" ทั้งนี้ แบงก์ออฟอเมริกาคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตของจีดีพีจีนในไตรมาส 3 ไว้ที่ 6.7%

เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวต่อไปทำให้นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า รัฐบาลและธนาคารกลางจีนจะเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "เราคาดหมายว่ารัฐบาลจะคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อตอบสนองต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ" นักเศรษฐศาสตร์จากไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล แคปิตอล คอร์ป (ซีไอซีซี) ระบุในรายงาน

ซีไอซีซี คาดว่าธนาคารกลางจีนและปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% และลดอัตราการกันเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (Reserve Requirement Ratio: RRR) ลงอีก 2 ครั้งรวมเป็น 1% ภายในสิ้นปีนี้

ด้านนักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระ ซึ่งคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีจีนในไตรมาส 3 ไว้ที่ 6.7% และ 6.4% ในไตรมาส 4 กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ทางการจีนจะปรับลดอัตราการกันเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงอีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และอีก 4 ครั้งในปี 2559 ประกอบกับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้งในปี 2559

ธนาคารกลางจีนปรับลดดอกเบี้ยลงไปแล้ว 5 ครั้งนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีก่อน เหลือ 4.6% ในเวลานี้ และลดอัตราการกันเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงเหลือ 18.0% เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ซีไอซีซีกล่าวในรายงานว่า "เราเชื่อว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินจะช่วยพยุงโมเมนตัมการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการยากที่จะพลิกแนวโน้มการชะลอตัวในระยะยาวให้กลับฟื้นขึ้นมา"

ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นโดยรอยเตอร์ พบว่าค่ามัธยฐานของตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้จากนักเศรษฐศาสตร์ 62 รายอยู่ที่ 6.8% ลดลงจาก 7.3% ในปี 2557 และเป็นอัตราการเติบโตตลอดทั้งปีที่ต่ำสุดในรอบ 25 ปี ขณะที่การเติบโตคาดว่าจะชะลอลงอีกเหลือ 6.5% ในปี 2559

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ด้วยว่า การเติบโตที่ชะลอตัวคาดว่าจะทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ 1.6% ในปีนี้ ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 2% ในปีหน้า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ 3%

ผู้นำจีนพยายามสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลก ว่าจีนสามารถบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศได้ หลังจากจีนสร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศลดค่าเงินหยวน ตลอดจนความผันผวนในตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจว่าเศรษฐกิจจีนเสี่ยงจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว (hard landing)

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3097 วันที่ 18 - 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558


ประเทศจีน เศรษฐกิจจีน สำนักข่าวต่างประเทศ เศรษฐกิจโลก ผลกระทบเศรษฐกิจโลก