ขีดความสามารถไทย ยืนอยู่กับที่ ก็เท่ากับแพ้

16 October 2015






ได้เขียนถึงวิถี "กว่าจะเป็นขีดความสามารถในการแข่งขัน" ในคอลัมน์เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในครั้งนั้น ผมได้พยายามให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่า การวัดขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ยังโชคดีที่มีสถาบันระหว่างประเทศหลายหน่วยงานด้วยกันที่พยายามวัดระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศอย่างเป็นระบบ และเรายังขาดความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา หนึ่งในสถาบันระหว่างประเทศที่ผมเคยกล่าวถึง คือ World Economic Forum ได้แถลงผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันใน Global Competitiveness Report ของปี 2015-16 โดย ปีนี้ ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 32 จาก 140 ประเทศ ลดลงจากอันดับที่ 31 ในปีที่แล้ว สำหรับด้านที่อันดับดีขึ้น คือ ด้านนวัตกรรม ด้านความพร้อมทางเทคโนโลยี และด้านความซับซ้อนของธุรกิจ ขณะที่อันดับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคกลับถดถอยลง ซึ่งนับว่าเป็นหน่วยงานจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ 2 ที่ได้ปรับลดอันดับของไทยลง 1 อันดับในปีนี้ หลังจากที่สถาบัน IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้แถลงผล จัดให้ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 61 ประเทศเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลดลง 1 อันดับจากที่ 29 ในการจัดอันดับของปีที่แล้ว

ทั้งนี้ แม้อันดับของไทยจะลดลง 1 อันดับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศไทยกำลังลดถอยลงในทุกด้าน เพราะหลายๆด้านที่มีการจัดอันดับโดยหน่วยงานเหล่านี้นั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากปีต่อปีไปอย่างมีนัยสำคัญ เพียงแต่ว่า มีบางประเทศที่มีการพัฒนาระดับตัวเองขึ้นสู่อันดับที่ดีขึ้น จึงทำให้ประเทศเหล่านี้ได้เลื่อนอันดับดีขึ้นกว่าประเทศที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเพียงพอ แต่เราก็ไม่ควรนิ่งนอนใจเลยเสียทีเดียว เพราะหนึ่งในกฎเหล็กของการแข่งขันระหว่างประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ประเทศใดอยู่กับที่ ประเทศนั้นถือว่าแพ้

แต่ขีดความสามารถหรือ Competitiveness นั้นไม่ได้มีแต่ในระดับประเทศเพียงระดับเดียว แต่ยังมีมากกว่าระดับประเทศอีกหลายมิติ หากจะให้แบ่งกลุ่มหยาบๆว่าขีดความสามารถในการแข่งขันนั้นมีกี่ระดับ ผมคงจับไว้รวมกันได้ทั้งหมดสามระดับด้วยกัน ระดับแรกและกว้างที่สุดคือ การแข่งขันระดับประเทศที่เราเพิ่งพูดถึงไป ถามว่าประเทศแข่งกันอย่างไร ประเทศก็แข่งกันด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจที่ดี มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ มีบุคลากรและแรงงานเพียงพอและฝีมือเหมาะสมกับความต้องการของตลาด การมีกระบวนการภาครัฐที่คอร์รัปชันต่ำและไม่เป็นอุปสรรค ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ประเทศสามารถดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสู่ในประเทศได้ อีกทั้ง ประสิทธิภาพภาครัฐที่สูงยังทำให้ธุรกิจในประเทศแข็งแกร่ง สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

ระดับถัดมาจึงเป็นการแข่งขันของภาคธุรกิจและเอกชน เอกชนจะสามารถออกไปแข่งในต่างประเทศได้ ต้องไม่ใช่จากภาครัฐแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ตัวภาคเอกชนเองก็ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจตนเอง ซึ่งสามารถทำได้จากการพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การดีดตัวเองขึ้นสู่มูลค่าที่สูงขึ้นด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อปรับประสิทธิภาพธุรกิจตัวเอง ด้วยการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความแตกต่าง และด้วยการยกมาตรฐานสินค้าและบริการของตนเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่าคู่แข่ง นับเป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนี้

ในระดับท้ายสุดคือการแข่งขันในระดับประชาชนและแรงงาน การที่ประชาชนและแรงงานมีศักยภาพที่สูงย่อมจะเป็นหัวใจในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกระดับ โดยศักยภาพที่สูงนี้ เราต้องมองให้ไกลกว่าการอ่านออกเขียนได้ ให้ไกลกว่าการได้ใบปริญญา เราต้องไปให้ถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงที่ให้ "ทรัพยากรมนุษย์" ของประเทศสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองและเศรษฐกิจได้ และเมื่อทำได้เช่นนี้ คนไทยเองก็จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกภาคส่วน รวมถึงภาครัฐด้วย

แล้วเราจะเริ่มที่ไหนดี? ผมส่งท้ายบทความในวันนี้ด้วยผลการสำรวจอีกอันหนึ่ง ซึ่งจะไม่ค่อยได้รับการรายงานผ่านในสื่อเสียเท่าไหร่ เนื่องจากไม่ได้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ในการจัดอันดับ นั่นคือการสำรวจปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยทาง World Economic Forum ได้เป็นผู้จัดทำการสำรวจและได้รวมอยู่ในการรายงานการจัดอันดับ Competitiveness ทุกครั้งด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น ปัจจัยแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทุกปีคือความไม่นิ่งทางการเมืองและรัฐบาล รองลงมาเป็นปัญหาการเรื่องคอร์รัปชัน ถัดไปเป็นเรื่องประสิทธิภาพของกระบวนการภาครัฐ เรื่องความไม่แน่นอนในนโยบาย และเรื่องความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ จะเห็นได้ว่า 5 อันดับแรกที่รายงานจากผลสำรวจนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับภาครัฐทั้งสิ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับประเด็นเหล่านี้ และไม่เสียเวลากับประเด็นอื่น โดยมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปกระบวนการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมให้จงได้ เพราะเพียงเรายืนอยู่กับที่ ก็เท่ากับว่าเราแพ้คู่แข่งแล้วแน่นอน

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด-

https://en.wikipedia.org/wiki/Fareed_Zakaria

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3096 วันที่ 15 - 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558


World Economic Forum