บีโอไอเร่งล้างท่อ ‘คำขอส่งเสริม’ เข็นเกิดลงทุนจริง!!!

19 April 2015






ไตรมาสแรกผ่านไปแล้ว
ภาคเอกชนยังมองไม่เห็นสัญญาณบวกภาพรวมเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การกระตุ้นกำลังซื้อรากหญ้า รวมถึงการลงทุน ที่ยังไม่ขยับตัวเท่าที่ควร ยกเว้นภาคท่องเที่ยวที่ส่งสัญญาณดีขึ้นเพียงตัวเดียว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ต้องหารือร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอีกครั้ง นำเสนอการแก้ไขปัญหาต่อภาครัฐ และหนึ่งในข้อเสนอดังกล่าว ชงให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนให้มากขึ้น ต่อประเด็นนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ หิรัญญา สุจินัย รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ถึงความเคลื่อนไหวการลงทุนที่ผ่านการขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอ โดยเฉพาะการล้างท่อคำขอรับการส่งเสริมเดิมที่สะสมมาตั้งแต่ปีก่อนๆ
หิรัญญา ตอบคำถามความคืบหน้าโครงการลงทุนในขั้นคำขอรับการส่งเสริมที่ค้างท่อว่า ปี 2558 บีโอไอ ยังอยู่ในช่วงเร่งล้างท่อ และตั้งเป้าว่าภายในปี 2558 จะต้องอนุมัติให้หมด โดยจะเห็นว่าคำขอรับการส่งเสริมเมื่อปี 2557 มีจำนวนกว่า 3,400 โครงการ มูลค่าลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท โดยบีโอไอเร่งอนุมัติมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขการอนุมัติเมื่อปีที่ผ่านมา มีจำนวน 1,663 โครงการ ปี 2558 จากตัวเลข 2 เดือนแรก(ม.ค.-ก.พ.) อนุมัติคำขอส่งเสริมไปแล้ว 463 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 1.15 แสนล้านบาท เทียบกับช่วง 2 เดือนแรกปีที่แล้ว มีเพียง 316 โครงการ เงินลงทุน 2.40 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวเลขแตกต่างกันมาก จะเห็นว่า 2 เดือนแรกปีนี้มีการอนุมัติมากขึ้น โดยมีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกันกับช่วงเดียวกันปีก่อน

เร่งล้างท่อหมดปีนี้
นอกจากนี้ยังมองว่า นับจากนี้ไป จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ ดังนั้นการยื่นขอรับการส่งเสริมอาจจะชะลอตัวลง และส่วนใหญ่จะเข้ามายื่นคำขอส่งเสริมในอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ใหม่บีโอไอ ก็จะทำให้จำนวนโครงการที่เข้ามาพิจารณาในช่วงจากนี้ไปอาจน้อยลง บีโอไอก็จะมีเวลาเคลียร์คำขอส่งเสริมเดิมที่ค้างอยู่มากขึ้น โดยจะเห็นว่าเม็ดเงินที่ปรากฏ ในขั้นตอนการอนุมัติปี 2557 จำนวนกว่า 7.24 แสนล้านบาท บวกกับอีก 2 เดือน(ม.ค.-ก.พ.)ปี 2558 อีกจำนวน 1.15 แสนล้านบาท รวมตัวเลขกลมๆ ก็ 9 แสนล้านบาท ที่จะเป็นตัวเลขที่เกิดการลงทุนตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป
“บีโอไอพอใจมากกับตัวเลขที่ขยับขึ้นแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาถ้าเป็นสถานการณ์ปกติมูลค่าคำขอที่ยื่นขอรับการส่งเสริมเข้ามาจะอยู่ที่ 4-5 แสนล้านบาทต่อปี ถ้าเรามีนโยบายพิเศษอะไรออกมา หรือจะสิ้นสุดการส่งเสริมในอุตสาหกรรมบางประเภท ก็จะเห็นว่าตัวเลขมูลค่าคำขอจะโด่งขึ้นมาทันที โดยผู้ลงทุนจะรีบมาขอส่งเสริมก่อนที่นโยบาย หรือเงื่อนไขนั้นจะสิ้นสุดลง”

เลือกโครงการเกิดผลทางศก.
หิรัญญา ขยายรายละเอียดว่า ตามการส่งเสริมตามยุทธศาสตร์ใหม่ บีโอไอจะเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อยากได้ ไม่ใช่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่แต่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้ของคน เช่น ซอฟต์แวร์ Cloud เซอร์วิส อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอลอีโคโนมี เทรดดิ้งคัมปะนี ที่อยากให้เป็นเทรดดิ้งฮับISQ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ได้ใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่มีผลทางเศรษฐกิจ เพราะสร้างรายได้ที่สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนตัวชี้วัดของบีโอไอด้วย ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขเงินลงทุนมากนัก แต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มาลงทุน ซึ่งจะเห็นว่าเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีกิจการซอฟต์แวร์เยอะมาก ที่สนใจมายื่นขอรับการส่งเสริม
สำหรับตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการในการยื่นขอส่งเสริมไตรมาสแรกปี 2558 มีจำนวนโครงการที่ยื่นเข้ามาแล้วมากกว่า 100 โครงการขึ้นไป คาดว่าเงินลงทุนจะมากกว่า 2 หมื่นล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากเป็นโครงการขนาดเล็กแต่ใช้ฐานความรู้เรื่องซอฟต์แวร์ เรื่องอาร์แอนด์ดี ที่จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากขึ้น
ทั้งนี้นับจากขั้นตอนที่บีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมไปจนถึงขั้นออกบัตรส่งเสริมจะใช้เวลา 6 เดือน และขอขยายเวลาได้ตามกฎหมายอีก1 ปี ขยายครั้งละ 4 เดือนจนครบ 1 ปี แต่ถ้าเป็นโครงการไม่ใหญ่มากก็จะไม่ขอขยายเวลานาน ดังนั้นจากขั้นตอนอนุมัติไปจนถึงเริ่มดำเนินการจริงๆ ถ้าโครงการที่ขนาดไม่ใหญ่มากก็ใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี จึงจะมีการลงทุนจริงเกิดขึ้น เริ่มมีเม็ดเงินลงทุนจริง ยกเว้นว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่อาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านนโยบายใหม่นั้น ถ้าพูดแบบตรงๆ ถามนักลงทุน เปรียบเทียบกับนโยบายเดิมที่มีโซนนิ่ง ถ้าตั้งโรงงานอยู่ไกลก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เยอะ เทียบกับนโยบายใหม่ถ้าอยู่ไกลและเป็นกิจการที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมเป้าหมายก็จะได้รับสิทธิประโยชน์น้อยลง นักลงทุนก็ต้องมองว่าเขาได้รับสิทธิประโยชน์น้อยลง แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าทิศทางของประเทศของอุตสาหกรรมจะอยู่เดิมๆไม่ได้ จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าขึ้น ไม่อย่างนั้นแล้วจะไปแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้ ซึ่งนักลงทุนเข้าใจและยอมรับในประเด็นนี้ และอยู่ในช่วงการปรับตัวมากกว่า ทุกคนก็มีความตั้งใจที่อยากลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องพัฒนาอะไรใหม่ๆออกมา

กิจการยอดฮิตขอส่งเสริมมาก
ต่อข้อซักถามที่ว่า ขณะนี้มีกิจการอะไรเป็นที่นิยมมายื่นคำขอส่งเสริมในช่วงนี้ ได้รับคำตอบว่า ที่ทยอยเข้ามาจะเป็นกิจการสำนักงานข้ามประเทศหรือInternational Headquarters:IHQ) และกิจการบริษัทการค้าระหว่างประเทศ(International Trading Centers:ITC) และมีนักลงทุนขอข้อมูลเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์กันมาก เข้าใจว่าจากกระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ปลายปีนี้ การขอรับการส่งเสริมในกิจการดังกล่าวจะเป็นการขยายฐานการขายมากขึ้น เป็นการซัพพอร์ตโรงงานผลิต นอกจากนี้ก็เป็นกิจการนิคมหรือเขต Data Center และกิจการ Cloud Service จะรองรับดิจิตอล
อีโคโนมี
หิรัญญามองศักยภาพการลงทุนในประทศไทยในขณะนี้ว่า มีจุดขายอยู่ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.
มุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมใหม่ๆออกมามากขึ้น 2. มีสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ ที่รัฐบาลพยายามปรับปรุงทุกด้าน เช่นนโยบายใหม่ๆที่ออกมาเสริม อาทิ เรื่องเทรดดิ้งฮับ ซึ่งตรงนี้ถ้ามีฐานการผลิตอยู่แล้ว ก็ต้องมีฐานการค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า 3. ประสิทธิภาพแรงงานไทยยังสูงกว่าประเทศอื่น แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องขาดแคลนแรงงาน 4. ไทยมีพื้น
ที่ที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่สามารถผ่อนปรนใช้แรงงานต่างด้าวได้ และ 5.สำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็มีประกาศออกมาเมื่อปลายปี 2557 แล้วว่า แรงงานมีฝีมือต่างด้าวผ่อนปรนให้เข้ามาได้ จนถึงปี 2559 เป็นการทั่วไป

ทุนเทศมองไทย
สำหรับท่าทีของทุนต่างชาติมองไทยนั้น รักษาราชการแทนเลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า จากที่คุยกับนักธุรกิจหลายบริษัท ยังยืนยันว่าถ้าเทียบกับหลายๆประเทศ ประเทศไทยยังน่าลงทุนอยู่ เพราะการลงทุนไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องของธุรกิจอย่างเดียว เป็นเรื่องของความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต และคนไทยเป็นมิตรกับต่างชาติ อยู่แล้ว มีความสุข มีครอบครัว มีสิ่งอำนวยความสะดวก และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในประเทศไทยก็ไม่สูง แม้แต่ล่าสุดที่ไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น มีนักลงทุนจำนวนมากยังสนใจสอบถามข้อมูลเพื่อที่จะมาลงทุนในประเทศไทย จะเห็นว่าประเทศไทยยังเป็นจุดดึงดูดการลงทุนที่น่าสนใจอยู่
“ดูจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมที่ยื่นเข้ามาตั้งแต่ปี2556-2557 และปี 2558 (ม.ค.-ก.พ.) มีจำนวน 5,200 โครงการ เงินลงทุนรวมมูลค่า 3 ล้านล้านบาท และมีโครงการที่บีโอไออนุมัติไปแล้วประมาณ 4,000 โครงการ เงินลงทุน 1.8 ล้านล้านบาท โครงการที่เหลือภายในปี 2558 จะล้างท่อจนหมด


สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) บีโอไอ หิรัญญา สุจินัย กกร.