10กิจการบูมเขตศก. รง.ผลิตถัง กะละมังพลาสติก ชง‘ตู่’เคาะ 16 ก.ย.

10 September 2015






บีโอไอชง 10 ประเภทกิจการเปิดส่งเสริมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม โดยให้สิทธิประโยชน์สูงสุด เข้าบอร์ดกนพ. 16 กันยายนนี้ มีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ มั่นใจไฟเขียวแน่ ด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเด้งรับ เชื่อจะขับเคลื่อนลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษได้ตรงตามที่นักลงทุนท้องถิ่นต้องการ หนุนลงทุนในพื้นที่ได้เร็วขึ้น



สืบเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)กลับไปทบทวนว่า ในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีสิทธิประโยชน์พิเศษอะไรออกมาเพิ่มเติมได้อีก พร้อมทั้งให้ไปดูว่าควรมีอุตสาหกรรมอะไร อยู่ในพื้นที่จังหวัดไหนที่จะให้การส่งเสริมเพิ่มเติม รวมถึงให้สิทธิพิเศษดึงดูดใจนักลงทุนเพิ่ม เพราะที่ผ่านมาบางอุตสาหกรรมยังไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์เต็มที่ ทำให้การกระตุ้นลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ดึง 10 กิจการกลับมาส่งเสริม
ต่อเรื่องนี้แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงความคืบหน้าดังกล่าวว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้สภาพัฒน์ กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอกลับมาทบทวนในประเด็นดังกล่าว ล่าสุดบีโอไอจึงสำรวจการลงทุนในท้องถิ่นแต่ละพื้นที่พบว่าควรเปิดประเภทกิจการเพิ่มเติม โดยเน้นไปที่กิจการผลิตสินค้าและบริการซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศเพื่อนบ้านหรือกิจการที่ใช้พืชผลการเกษตรในบริเวณนั้น เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและเป็นกิจการที่สามารถทำได้ไม่ยาก ลงทุนได้เร็วและเป็นธุรกิจที่นักธุรกิจท้องถิ่นมีศักยภาพ โดยบีโอไอเลือก 10 ประเภทกิจการ(ดูตาราง) กลับมาเปิดให้การส่งเสริมใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้กิจการดังกล่าวเคยเปิดให้การส่งเสริมมาแล้วระยะหนึ่ง ต่อมาประกาศยกเลิกให้การส่งเสริมกิจการดังกล่าวไป เพื่อกำหนดทิศทางส่งเสริมที่เน้นคุณค่าโครงการมากขึ้น ก่อนที่บีโอไอจะประกาศยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ในระยะ7 ปี(ปี 2558-2564) เมื่อวันที่ 1 มกราคม2558

ทั้งนี้ทั้ง 10 ประเภทกิจการ บีโอไอกำหนดเงื่อนไขว่า จะต้องตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้น โดยให้สิทธิประโยชน์สูงสุดตามกฎหมายบีโอไอ คือให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% เพิ่มอีก 5 ปี หรือได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับ 13 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย 62 ผลิตภัณฑ์ เช่นกลุ่ม อุตสาหกรรมเกษตร ประมง สิ่งทอ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก ฯลฯ ที่ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษตามมาตรการที่ประกาศไปก่อนหน้านี้

กะละมัง ถังพลาสติกได้ส่งเสริม

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่าบีโอไอจะเสนอเปิดให้การส่งเสริม 10 ประเภทกิจการ พร้อมให้สิทธิประโยชน์สูงสุดเป็นมาตรการเพิ่มเติมในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ 16 กันยายนนี้ หากอนุมัติทุกประเภทกิจการตามที่เสนอไป เท่ากับว่าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายจะมี 13 ประเภทกิจการเดิม บวกอีก 10 ประเภทกิจการเพิ่มเติม รวมเป็นทั้งสิ้น23 ประเภทกิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ดังกล่าว โดยยังไม่รวมกิจการทั่วไปที่บีโอไอให้สิทธิประโยชน์ตามคุณค่าโครงการ

"บีโอไอดูเพิ่มเติมว่าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมได้อีก พอสำรวจก็พบว่าขณะนี้มีนักลงทุนท้องถิ่นขอบีโอไอไม่ได้ เพราะไม่อยู่ใน 160 ประเภทอุตสาหกรรมที่ขอส่งเสริมได้ และบางประเภทกิจการบีโอไอก็ไม่ให้การส่งเสริมแล้ว เช่น กิจการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับสินค้าอุปโภค เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก กะละมัง ขวดพลาสติก ถังพลาสติก หรือประเภทกิจการผลิตอาหารสัตว์หรือส่วนผสมอาหารสัตว์ เป็นต้น จึงต้องมามาทบทวนเปิดให้การส่งเสริมใหม่อีกครั้งเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของนักลงทุนท้องถิ่น"

ปัจจุบันประเภทกิจการที่บีโอไอให้การส่งเสริมมี 7 หมวดคือ 1.เกษตร 2.เหมืองแร่ 3.อุตสาหกรรมเบา เช่น เสื้อผ้า 4.เครื่องจักร 5.อิเล็กทรอนิกส์ 6.เคมีภัณฑ์ 7.บริการ ซึ่งในแต่ละหมวดจะมีประเภทกิจการย่อยอีก รวมแล้วในแต่ละหมวดจะมีประเภทกิจการย่อยกว่า 160 ประเภท

ส่วนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษปัจจุบันจะมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นกิจการเป้าหมาย ที่มีอยู่ 13 กลุ่มอุตสาหกรรม 62 ผลิตภัณฑ์ ประกอบไปด้วย

1.อุตสาหกรรมการเกษตร ประมง และกิจการที่เกี่ยวข้อง
2.ผลิตผลิตภัณฑ์เซรามิกยกเว้น Earthen Ware และกระเบื้องเซรามิก
3.กลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง
4.เครื่องเรือน หรือชิ้นส่วน
5.อัญมณีและเครื่องประดับ หรือชิ้นส่วน รวมถึงวัตถุดิบและต้นแบบ
6.เครื่องมือแพทย์ หรือชิ้นส่วน
7.อุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องจักรและชิ้นส่วน
8.เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
9.พลาสติก อาทิ ผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดหลายชั้น บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เป็นต้น
10.การผลิตยา
11.โลจิสติกส์
12.นิคมหรือเขตอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ หรือเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ และ
13.กิจการสนับสนุนการท่องเที่ยว อาทิ กิจการเฟอร์รี่หรือเดินเรือท่องเที่ยวหรือให้เช่าเรือท่องเที่ยว ศูนย์ศิลปหัตถกรรม สวนสัตว์เปิด พิพิธภัณฑ์ ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดโดยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% เพิ่มอีก 5 ปี และกลุ่มที่ 2 กิจการทั่วไป ได้รับสิทธิประโยชน์ตามคุณค่าโครงการ

มั่นใจคลุมเอสเอ็มอีมากขึ้น

ต่อเรื่องนี้"ฐานเศรษฐกิจ"สำรวจความเห็นจากนักลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่วนใหญ่สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า เห็นด้วยกับประเภทกิจการดังกล่าวที่บีโอไอเสนอกนพ. และมั่นใจว่าจะเป็นกลุ่มแรกที่ขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้เร็วขึ้น

โดยนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผยว่า เห็นด้วยถ้ามีการเพิ่มประเภทกิจการลงทุนให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ท้องถิ่นมากขึ้น เพราะจะโยงไปถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ได้ง่ายขึ้น การส่งเสริมก็จะครอบคลุมไปถึงอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ต้องการจะได้รับการส่งเสริมด้วย ส่วนกิจการทั่วไปที่ได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เท่ากันบีโอไอก็น่าจะพิจารณาปรับให้ได้รับสิทธิ ประโยชน์มากขึ้นด้วย เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อมั่นด้านการลงทุนกลับมาให้เร็วขึ้น

สินค้าไทยฮิตในเมียนมา

สอดคล้องกับที่นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเป็นกลุ่มที่แย้งไปตั้งแต่แรกแล้วว่า อุตสาหกรรมเป้าหมาย 13 กลุ่มอุตสาหกรรม 62 ผลิตภัณฑ์ที่บีโอไอประกาศให้สิทธิประโยชน์สูงสุดในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น บางอย่างไม่จำเป็นต้องไปผลิตในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะมีต้นทุนค่าขนส่งสูง และก่อนประกาศออกมา ควรมีการลงพื้นที่เพื่อศึกษาตลาดให้ดีก่อน อย่าลืมว่าสินค้าหลายอย่างที่ขายในเมียนมา เป็นตลาดที่ใกล้เคียงกับสินค้าที่ไทยใช้ในประเทศเมื่อหลายสิบปีก่อน ถ้าศึกษาก่อนว่าตลาดอยู่ตรงไหน ต้องการสินค้าอะไรก็จะเกิดประโยชน์กับการส่งเสริมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษได้ตรงเป้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่บีโอไอเตรียมเพิ่มประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมโดยมองถึงความต้องการในพื้นที่ก่อน ก็ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยนักลงทุนเอสเอ็มอีสามารถผลิตเพื่อส่งออกไปขายในเมียนมาได้ เพราะสินค้าหลายรายการจากไทยกำลังเป็นที่นิยมในเมียนมามาก และยังสามารถนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศดังกล่าวมาผลิตในประเทศไทยได้อีกด้วย

นอกจากนี้อยากเสนอให้บีโอไอเพิ่มกิจการเฟอร์นิเจอร์เข้าไปเป็นกิจการที่ส่งเสริมในเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย เนื่องจากสามารถใช้วัตถุดิบ(ไม้)จากเมียนมาได้

เพิ่มโอกาสค้า-ลงทุนเอสเอ็มอี

เช่นเดียวกับที่นายสมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เห็นด้วยที่บีโอไอดึงประเภทกิจการที่เลิกให้การส่งเสริมไปแล้วกลับมาทบทวนใหม่ และผลักดันให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะจะได้เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุนของเอสเอ็มอีไทย
ส่วนพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคใต้ ถ้าเป็นเฟส 1 จะมีเพียงพื้นที่จังหวัดสงขลา เท่านั้น โดยมีเป้าหมายอยากให้นักลงทุนจากส่วนกลางและนักลงทุนจากประเทศมาเลเซียเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา มากกว่า

"ที่จริงแล้วรัฐต้องโฟกัสก่อนว่าในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้อะไรคือกลุ่มเป้าหมาย แล้วค่อยถามนักลงทุนว่าต้องการอะไรเป็นรายกลุ่มไป อย่าลืมว่าสงขลาเป็นเพียงจังหวัดเดียวในพื้นที่ภาคใต้ มี 4 ตำบล 1 อำเภอ เป็นพื้นที่ที่เหมาะในการทำโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว ที่ทุนท้องถิ่นลงทุนได้ ส่วนการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ก็เปิดให้ทุนจากมาเลเซียเข้ามาต่อยอดในอุตสาหกรรมยาง และอิเล็กทรอนิกส์"

อนึ่ง การประชุม กนพ.ก่อนหน้านี้ได้เห็นชอบให้มีการปรับลดเงื่อนไขการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยการปรับลดวงเงินลงทุนของเอสเอ็มอีจากเดิมต้องมีวงเงินลงทุน 1 ล้านบาท ลดเหลือ 5 แสนบาท รวมทั้งการผ่อนปรนให้สามารถนำเครื่องจักรเก่าที่มีการใช้งานมาแล้วและมีมูลค่าตามบัญชีไม่เกิน 10 ล้านบาทมาใช้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ เพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีได้ดำเนินกิจการได้ง่ายขึ้น ส่วนกิจการทั่วไป บีโอไอกำหนดว่าจะต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 1ล้านบาทจึงจะได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3086 วันที่ 10-12 กันยายน พ.ศ. 2558


SMEs เขตเศรษฐกิจพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เอสเอ็มอี นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ นายวัลลภ วิตนากร