‘จับจ่าย For School’ระบบซื้อ-ขายด้วยลายนิ้วมือ จัดระเบียบโรงเรียน-มหาวิทยาลัยได้ตรงเป้า!

1 October 2016





ทุกวันนี้โรงเรียนเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองทั้งหลายคาดหวังว่าลูกหลานจะต้องปลอดภัย... ดังนั้นการบริหารทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนต้องมีการจัดการให้ดี

นรินทร์ คูรานา

นรินทร์ คูรานา



เรื่องนี้จึงเข้าทาง “นรินทร์ คูรานา”หนุ่มไฟแรงวัย 25 ปีเต็ม ผู้ก่อตั้ง บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ริเริ่มการพัฒนาระบบซื้อ-ขายด้วยลายนิ้วมือ เขาเล่าให้ “ฐานเศรษฐกิจ” ฟังถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบดังกล่าวว่า เฟส1 จะเริ่มที่Project “จับจ่าย For School” ซึ่งก็คือเทคโนโลยีสำหรับโรงเรียนที่สร้างบัญชีเงินฝากให้กับนักเรียนและผูกเข้ากับลายนิ้วมือ เพื่อให้นักเรียนใช้ซื้ออาหารกลางวัน ซื้อสินค้าในสหกรณ์ หรือลงเวลาเรียนได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ครู นักเรียน ผู้ปกครอง สามารถตรวจดูรายงานต่างๆของตัวเองได้โดยผ่านแอพพลิเคชั่น ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ หรือที่ไหนก็ตาม จะเป็นระบบใหม่ที่เปลี่ยนประเทศ!!

จับจ่าย

จับจ่าย



“พอผมบอกว่าเป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงประเทศ คนก็จะมาตั้งคำถามว่า ผมเป็นใคร! เพราะมันเปลี่ยนประเทศ..และใครจะตอบได้ว่าประเทศไทยพร้อมหรือเปล่ากับการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งนี้ เมื่อเป็นแบบนี้ก็เป็นโจทย์ยากที่คนจะเข้าใจจึงต้องหาสนามมวยฝึกให้เห็นภาพก่อน”

ไอเดียการพัฒนาระบบซื้อ-ขายด้วยลายนิ้วมือนี้เกิดขึ้นเมื่อปี2556 และมาเป็นรูปเป็นร่างในปี2558 เพราะเริ่มมีเวทีมวยทดลองให้เริ่มต้นเข้าไปทดลองระบบในโรงเรียน หรือในวิทยาลัยอาชีวะ โดยการเขียนจดหมายถึงผู้อำนวยการโรงเรียนกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ทำนองว่าจะเสนอระบบจับจ่ายให้ฟรี เริ่มจากการเป็นระบบซื้อ-ขาย และเป็นระบบลงเวลาเรียน โดยมีแอพพลิเคชั่น “จับจ่าย For School” ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ปกครองรู้ว่าวันนี้ลูก เข้าออกโรงเรียนกี่โมง มีวันระบุขาด ลา มาสาย หรือลูกมีการใช้จ่ายอะไรบ้างในโรงอาหาร หรือในสหกรณ์ ช่วงเวลาแต่ละวัน

จับจ่าย

จับจ่าย



สุดท้ายได้รับการตอบรับจากโรงเรียนกว่า 20 แห่ง แต่ก็ต้องเลือกมาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยเลือกวิทยาลัยอาชีวศึกษาบริหารธุรกิจวิทยา สงขลา (บธว.) ให้เป็นสนามทดลอง เริ่มต้นด้วยการส่งเครื่องสแกนไปทางไปรษณีย์ให้กับทางวิทยาลัยฯ แล้วใช้วิธีโทรสอนงานผ่านทางโทรศัพท์ โดยทางวิทยาลัยฯจะต้องสมัครสมาชิกในแอพพลิเคชัน “จับจ่าย For School” ซึ่งวิทยาลัยฯหรือมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงเรียนที่จะโหลดแอพใช้ได้นั้น จะต้องมาตกลงกับทาง บจก.จับจ่าย คอร์ปอเรชั่นก่อน โดยเอานักเรียนเข้าระบบลองผิด ลองถูก ซึ่งขณะนี้วิทยาลัยฯดังกล่าวให้บริษัทเป็นสนามทดลองติดต่อกัน 2 ปีเต็ม เป็นสนามที่ให้โอกาสทำให้สามารถเปิดตัวระบบ “จับจ่าย For School” ได้ และเมื่อเดือนเมษายน 2559 จึงตั้งบริษัทขึ้นมา โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากผู้ร่วมทุนจีน

ล่าสุดระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเกือบ 100% แล้ว และจะอยู่ในเฟสทดลอง หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้ โดยจะทดลองระบบฟรีไปจนถึงเดือนธันวาคม2559 ซึ่งพบว่าภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังเปิดตัวไปแล้ว ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ แสดงความสนใจเข้ามาใช้ระบบแล้ว 4,000คน จากเดิมที่ตั้งเป้าปีแรกจะมีคนเข้ามาใช้ระบบราว 1 หมื่นคน ถือว่าช่วงทดลองนี้ประสบผลสำเร็จเกินคาด

นรินทร์บอกว่าในเดือนมกราคมปี2560 จะเริ่มคิดค่าบริการเฉลี่ย 250 บาทต่อคนต่อปี ตั้งเป้าว่านับจากปี 2017-2020 จะมีคนมาใช้ระบบมากถึง 2 แสนคน จากโรงเรียน 200 แห่ง โดยจะใช้เครื่องสแกนราว 4,000-5,000 เครื่อง ตั้งเป้ายอดขายราว 400 ล้านบาท และมีแผนขยับไปสู่ฐานลูกค้าในระบบธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น และจะต่อยอดไปถึงการจับจ่ายตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าทั่วไป อีกทั้งมีเป้าหมายจะบุกตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีให้ได้ภายในปี 2019 โดยจะเจาะไปที่โรงเรียนก่อน ยึดโมเดลเดียวกันกับไทย

สำหรับในแง่ความปลอดภัยของระบบ หลักๆคือจะไม่มีการเก็บข้อมูลใดๆไว้ในตัวเครื่องสแกน แต่จะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ และเครื่องสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน FBI จากสหรัฐอเมริกา และเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทก็ใช้ความปลอดภัยในระดับเดียวกันกับสถาบันการเงินคือไม่ถูกแฮ็กข้อมูล อีกทั้งสะดวกในการใช้เชื่อมโยง 3G ไวไฟ และเครื่องสแกนลายนิ้วมือที่รองรับเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย 4G LTE และติดตั้งได้ง่ายโดยไม่ต้องเดินสายแลนด์ ที่สำคัญเครื่องสแกนจะติดตั้งให้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าระบบ โดยค่าบริการ250บาทต่อคนต่อปีนั้นรวมไว้หมดแล้ว

นรินทร์มองว่า ที่ผ่านมามีโรงเรียนมากกว่าครึ่งของโรงเรียนในประเทศไทยที่ยังขาดระบบการจัดการที่ดีและเป็นระเบียบ จากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั้งเอกชนและรัฐรวมเกือบ 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งระบบ “จับจ่าย For School” จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของโรงเรียนได้ดีขึ้น โดยที่โรงเรียนสามารถจัดเก็บข้อมูลต่างๆ และเรียกดูข้อมูลผ่านทางเว็บไซด์ออนไลน์ได้ตลอดเวลา และป้องกันความผิดพลาดต่างๆ เช่น การทอนเงินที่ผิดพลาด การบันทึกเวลาเรียนที่ผิดพลาด โรงเรียนสามารถประหยัดเวลาในการนำส่งข้อมูลสถิติการมาเรียนของนักเรียน ไปยังหน่วยงานผู้ประเมินคุณภาพสถานศึกษา อีกทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้โรงเรียนไปสู่การพัฒนาสังคมยุคดิจิตอลด้วย

สุดท้ายนรินทร์ บอกว่าการริเริ่มพัฒนาระบบซื้อ-ขายด้วยลายนิ้วมือมาจากแรงบันดาลใจ 2 อย่างหลักๆคือ 1. ต้องการสร้างระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงประเทศ 2.มารดา ผู้ซึ่งตลอดชีวิตพยายามเติมน้ำในตะกร้าให้เต็มด้วยความอดทนเพื่อลูก ผมเห็นแม่ลำบาก เลยบอกกับแม่ว่า “ผมจะทำให้ทั่วโลกรู้จักชื่อผม” และจะทำได้โดยเริ่มจากริเริ่มพัฒนาระบบซื้อ-ขายด้วยลายนิ้วมือ ที่เริ่มต้นจากโรงเรียน ไปสู่สถาบันการเงินและการซื้อของในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไป

**นี่คือการเปลี่ยนแปลงประเทศที่นรินทร์บอกว่าจะต้องทำให้สำเร็จ!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,196
วันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559