สังเวย STARK วนรัชต์…คุกทันที!

13 ก.พ. 2567 | 21:33 น.

สังเวย STARK วนรัชต์…คุกทันที! คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์

ชัดเจนแล้วว่ามีเพียง JMT ตัวเดียวที่ทำหน้าที่เป็น “ลูกกตัญญู” รวมถึงยังคงเป็น “เสาหลัก” ของหุ้นกลุ่มตัวเจ ซึ่งประกอบไปด้วย JMART JMT SINGER SGC และ J เนื่องจากเป็นหุ้นเพียงตัวเดียวในกลุ่มที่มีกำไรจากผลการดำเนินงานงวดปี 66 ออกมาสูงถึง 2,011 ล้านบาท โตขี้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

ในขณะที่ JMART ซึ่งเป็นหุ้นแม่ขาดทุนไป 447 ล้านบาท ส่วนทาง SINGER ก็ขาดทุนไป 3,209 ล้านบาท และทางฝั่งของ SGC ขาดทุนไป 2,275 ล้านบาท ท้ายที่สุดก็เป็น J ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่ขาดทุนแต่กำไรที่มีก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก 

สรุปโดยรวมก็จะพบว่า หุ้นกลุ่มตัวเจ ทั้ง JMART JMT SINGER SGC และ J น่าจะมีตัวเลขการขาดทุนรวมอยู่ระหว่าง 3.7-3.8 พันล้านบาท ไปโน่นเลยทีเดียว ดังนั้น หากใครสนใจหุ้นกลุ่มนี้เจ๊เมาธ์ก็แนะนำว่า ควรจะต้องเลือกเล่นเป็นรายตัว จังหวะนี้ยังมีหุ้นที่น่าสนใจให้เลือกลงทุนได้อีกหลายตัว...อย่าไปจมปลักอยู่กับของที่ยังมองไม่เห็นอนาคตอะไรเลยค่ะ
 
ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว “วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ” ผู้ถือหุ้นใหญ่และอดีตผู้บริหารของ บมจ. สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือ STARK หลังจากที่ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พนักงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าจับกุมตัวขณะที่เข้ารักษาตัวด้วยการทำบอลลูนหัวใจ ก่อนที่พนักงานอัยการจะนำตัว “วนรัชต์” ไปที่ศาลอาญาเพื่อให้ศาลออกนั่งพิจารณาคำฟ้องในวันเดียวกัน 
 

หลังจากในวันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานคดีพิเศษได้นัดฟังคำสั่งคดีและมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ “วนรัชต์” ไม่เข้ามาพบพนักงานอัยการโดยไม่แจ้งเหตุให้ทราบ ก่อนที่ต่อมาศาลอาญาจะพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีลักษณะเป็นการสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ทั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน และมีมูลค่าความเสียหายเป็นจำนวนมาก 
 
น่าสนใจว่ากรณีของ “วนรัชต์” ทางอัยการไม่ได้มีการสั่งฟ้องในข้อหาฟอกเงิน เนื่องจากการตรวจสอบเส้นทางเงิน ไม่พบว่า มีการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเข้าออกบัญชีนายวนรัชต์ ขณะเดียวกันก็คงจะต้องรอดูว่า อดีตผู้บริหารของ STARK และผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีในคดีเดียวกันนี้จะถูกฟ้องในข้อหาใดบ้าง 
 
เอาเป็นว่าถึงตอนนี้ก็พอจะได้เห็นความชัดเจน และ แสงสว่างรำไรขึ้นมาบ้างแล้ว เจ๊เมาธ์ก็ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทั้งหลาย รวมไปถึงยังรอดูอยู่ว่าจะมีการชดเชย หรือ เยียวยาบรรดาผู้เสียหายในกรณีนี้ได้แค่ไหน อย่างไรและเมื่อไหร่ ก็หวังว่านับหนึ่งแล้วก็จะมีอะไรที่ดีๆ ตามมาอีกนะคะ เจ๊เมาธ์ยังรอข่าวดีอยู่เจ้าค่ะ

ตลาดหุ้นไอพีโอยังไม่ได้แย่อย่างที่กูรู และนักลงทุนพากันกังวลว่า ราคาหุ้นไอพีโอของ ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่กลับไปอยู่ในจุดที่ใครๆ ต่างก็กลัวหุ้นไอพีโอกันอีกครั้ง หลังจากที่การนำเสนอขายหุ้นไอพีโอแทบจะเป็นการลงทุน ที่การันตีจะต้องขาดทุนแบบเห็นๆ จนนักลงทุนไม่กล้ารับหุ้นน้องใหม่เหล่านี้เข้าพอร์ต 

แต่ล่าสุดการเข้าซื้อขายหุ้นในวันแรกของของ CREDIT แม้ว่าราคาหุ้นจะร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 25.25 บาท แต่ก็สามารถปิดการซื้อขายไปที่ 27.50 บาท ลดลงต่ำกว่าราคา IPO ที่ 29.00 บาท ลงไป 1.50 บาท (-5.17%) ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มว่า ราคาหุ้นของ CREDIT อาจจะฟื้นกลับขึ้นไปอยู่ในระดับที่ใกล้เคียง หรือ เหนือกว่าราคาจองซื้อในอนาคตก็เป็นได้
 
จากนี้ก็คงจะต้องรอดูหุ้นไอพีโอ ซึ่งเตรียมจะเข้าซื้อขายในเดือนกุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น EURO NAT NL PANEL ว่าหุ้นน้องใหม่เหล่านี้จะทำได้ดีแค่ไหน เจ๊เมาธ์ก็หวังว่าจะไปได้ด้วยดี เพราะเรื่องแบบนี้มีผลในเรื่องของความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อตลาดหุ้นโดยรวมนั่นเอง
 
แม้ว่ากำไรของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ในไตรมาส 1/67 (ต.ค.-ธ.ค.66) ที่ออกมา 4.6 พันล้านบาท อาจจะดูเหมือนต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์เอาไว้อยู่บ้าง แต่บอกเลยว่าสำหรับเจ๊เมาธ์...เจ๊กลับมองว่าเป็นไปอย่างที่เจ๊คิด 
 
อย่างแรก ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศเป็นสัดส่วนแปรผันไปตามรายได้ และกำไรของ AOT อยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่สองก็เป็นเรื่องของค่าเช่าและส่วนแบ่งรายได้ของ AOT ที่ได้มาจากคู่ค้าซึ่ง AOT ดูแลอยู่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอาจจะมีการเอื้อกันบ้าง หรือ หยวนกันไปในบางเรื่อง แต่ท้ายที่สุดก็จะต้องถูกดึงกลับเข้ามาในระบบอยู่ดี 

ดังนั้น การลงทุนในหุ้นของ AOT จึงต้องเผื่อใจเอาไว้ในส่วนของการดำเนินธุรกิจแบบไทยแท้เช่นนี้ไปต่ออีกนาน นั่นจึงทำให้การลงทุนในหุ้นใหญ่ที่มีภาครัฐร่วมลงทุนอยู่ด้วย จะต้องเผื่อในจุดนี้เอาไว้นั่นเองค่ะ  

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 43 ฉบับที่ 3,966 วันที่ 15 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567