thansettakij
thansettakij
อิตัลไทยสยายปีกจากไทยมุ่งหน้าสู่เอเชียตั้งเป้าโต 16 % โกยรายได้ 17,200 ล้านบาท

อิตัลไทยสยายปีกจากไทยมุ่งหน้าสู่เอเชียตั้งเป้าโต 16 % โกยรายได้ 17,200 ล้านบาท

02 มี.ค. 2560 | 14:08 น.
อัปเดตล่าสุด :02 มี.ค. 2560 | 21:08 น.
กลุ่มบริษัทอิตัลไทยตอกย้ำกลยุทธ์องค์กรที่ยืดหยุ่น ฉับไว รับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นสองกลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักและรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร  และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ในระดับแนวหน้าของประเทศไทย  ตั้งเป้ารายได้ปี 2560 รวม 17,200 ล้านบาท เติบโต 16% จากปีที่ผ่านมา

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอิตัลไทย  เปิดเผยว่า ด้วยศักยภาพและแนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้างและการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น กลุ่มบริษัทอิตัลไทย จึงจัดกระบวนทัพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมความพร้อมรุกตลาดในประเทศและเดินหน้ามุ่งสู่ภูมิภาคเอเชีย ตั้งเป้าหมายรายได้รวม 17,200 ล้านบาท เติบโต 16% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นรายได้ของอุตสาหกรรม เครื่องจักรกลหนักและรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร 9,721 ล้านบาท คิดเป็น  56% และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ 7,477 ล้านบาท คิดเป็น 44 %

กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนัก บริหารงานโดย บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายเครื่องจักรกลหนักหลากหลายแบรนด์ระดับโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา เพื่อคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานของลูกค้าในแต่ละธุรกิจ ทั้งในด้านคุณภาพ ราคา และเข้าถึงลูกค้าด้วยศูนย์ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน คือ สปป. ลาว  ภายใต้ชื่อ อิตัลไทย เซ็นเตอร์ (Italthai Center)

สำหรับปีนี้ บริษัทฯ ชูกลยุทธ์ความเป็น Solution Provider โดยมี “ลูกค้าเป็นศูนย์กลางและมุ่งเน้นการให้บริการที่เป็นเลิศ” เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละ Segment เป็นการเพิ่มคุณค่า และรักษาฐานลูกค้าให้มั่นคง โดยเน้นที่กลุ่มลูกค้า (Segment) หลัก 2 กลุ่มคือ (1) กลุ่มงานเหมืองและโรงโม่หิน ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำสำหรับงานก่อสร้างตึกอาคารและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ  ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายภาครัฐที่กำลังเร่งพัฒนา ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจนี้กว่า 300 แห่งทั่วประเทศ (2) กลุ่มงานถนน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักของภาครัฐในการเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เพื่อเสริมศักยภาพการขนส่ง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในบริเวณพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

โดยทั้ง 2 กลุ่มลูกค้านี้  ทีมขายจะให้คำแนะนำลูกค้าและคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับ Application งานต่างๆ และงบประมาณของลูกค้าเป็นหลัก โดย บริษัทฯ มีหลากหลายแบรนด์ที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภทไว้ค่อยให้บริการ  ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายแบรนด์ Volvo, SDLG, Youtong รถบรรทุกสำหรับงานเหมือง, Doosan เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและลม, Powerscreen, Robit, Atlas Copco, Tadano Mobile Crane  ทั้งนี้ บริษัทฯ เน้นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบการเป็นพันธมิตรกับลูกค้า (Partner) เพื่อให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ช่วยสนับสนุน และตอบสนองให้การดำเนินธุรกิจของลูกค้าให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และมุ่งเน้นการบริการ (Services Excellence) เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจและเกิดความมั่นคงในธุรกิจ (Reliability) เพื่อเสริมศักยภาพในความเป็น Solution Provider อย่างแท้จริง นอกจากนี้ทาง  บริษัทฯ ยังได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษ CAC หรือ Customer Assistance Center เพื่อทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงานบริการ และเพื่อการบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ โดยมีหน้าที่ติดต่อแจ้งข้อมูลการบริการ ติดตามงานซ่อม ให้ข้อมูลด้านการตลาดและโปรโมชั่นให้กับลูกค้าตลอดกระบวนการ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า  และด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์คุณภาพ และการบริการเป็นเลิศ บริษัทฯ จึงได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตร และคู่ค้าทางธุรกิจ ให้มีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมากมาย โดยผลงานเด่น อาทิ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 6 สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา, ทางหลวงพิเศษ บางใหญ่-กาญจนบุรี, รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียวช่วงที่1 หมอชิต-สะพานใหม่, โครงการพัฒนาด่านสิงขร ขั้นที่1 เป็นต้น โดยมีเป้าหมายรายได้กว่า 4,300 ล้านบาท

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร บริหารงานโดย บริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม จำกัด ดำเนินธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าและสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั้งภายในและต่างประเทศ บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างงานระบบแถวหน้าของเมืองไทย โดยในปีนี้ทาง บริษัทฯ  มุ่งเน้นความสำคัญเรื่อง Operation Excellence หรือมาตรฐานในการปฏิบัติงานมากขึ้น  โดยล่าสุดจากเดิมที่บริษัทใช้มาตรฐาน ISO9001:2008   ในปีนี้ บริษัทฯ ได้รับ ISO 9001:2015 ซึ่งเป็น ISO เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด และนับได้ว่าเป็นบริษัทก่อสร้างอันดับต้นๆ ที่ได้รับการรับรองเวอร์ชั่นใหม่นี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการรับรอง ISO14001:2015 และ OHSAS18001:2007 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานด้านชีวอนามัย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพันธสัญญาในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล โดยให้ความสำคัญในด้านคุณภาพของงาน  สิ่งแวดล้อมและชีวอนามัยอย่างสูงสูด

ล่าสุด บริษัทฯ ได้มีการขยายธุรกิจและการลงทุนในสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลือกลงทุนในพม่าเพราะพม่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติและจำนวนประชากร  การเปิดประเทศจึงเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง  และจากการที่ บริษัทฯ เข้าไปศึกษาตลาด  พบว่า  ตลาดก่อสร้างพม่ามีความต้องการด้านงานระบบที่มีมาตรฐานสากล  ซึ่งเป็นจุดแข็งของ บริษัทฯ ที่สามารถเข้าไปช่วยสร้างความเติบโตของตลาดก่อสร้างในพม่าได้  โดยจะมุ่งเน้นไปที่งานระบบสาธารณูปโภคประกอบอาคารงานระบบสาธารณูปโภคโรงงานและโรงงานอุตสาหกรรม และงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ผลงานที่ผ่านมา บริษัทสามารถก่อสร้างและจำหน่ายไฟเข้าระบบภายในกำหนดเวลาสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนกว่า 100 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมชัยภูมิกำลังการผลิต 80 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 4 โครงการกำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ ขณะนี้ยังมีโครงการในประเทศที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ 7 โครงการใหญ่ ตั้งเป้าหมายรายได้กว่า 5,300 ล้านบาท

ในด้านกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2559 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยกว่า 32.5 ล้านคน กอรปกับนโยบายของภาครัฐที่ให้การสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น และมีการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวในทั่วโลก 1.2 พันล้านคน  ส่งผลดีต่อภาพรวมของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ของอิตัลไทย ที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและเดินหน้ารุกขยายการลงทุนในประเทศและต่างประเทศสู่ภูมิภาคเอเชีย มีเป้าหมายรายได้กว่า 4,100 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา  10%

โดย ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้  กรุ๊ป ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรมขนาดกลางที่ดีที่สุดในเอเชีย  ได้ตั้งแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจระยะที่ 2 ภายใต้ชื่อ “ Delivering Success ”  เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นขยายเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ให้ได้ไม่น้อยกว่า 99 แห่ง และมีกำหนดเปิดให้บริการภายในปีพ.ศ. 2567 โดยจะรุกสู่ตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการเพิ่มขึ้น ของประชากรที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูง (C+ ขึ้นไป) มีการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

ปัจจุบันออนิกซ์ฯ มีสัดส่วนจำนวนเครือข่าย ที่มีอยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ อยู่ที่ 50:50 และคาดว่าสัดส่วนนี้จะเปลี่ยนเป็น 30:70 ภายในปีพ.ศ. 2561 สำหรับสัดส่วนรายได้ปัจจุบันจากเครือข่ายออนิกซ์ฯ ในประเทศไทยและต่างประเทศคิดเป็น 70:30 โดยเป็นรายได้จากลูกค้าที่เข้าพักในโรงแรม รีสอร์ท และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์เครือ      ออนิกซ์ฯ ทั้งในและต่างประเทศระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม พ.ศ. 2559 จากทุกมุมโลก โดยมีลูกค้าจากตลาดไทยและจีน เป็นสองตลาดหลัก ตามด้วย อินเดีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และทางบริษัทฯ  คาดว่าภายในปี พ.ศ.2561 สัดส่วนรายได้จากเครือข่ายในประเทศไทย และต่างประเทศจะเปลี่ยนเป็น 60:40

สำหรับโครงการที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2560 ได้แก่ อมารี ยะโฮร์ บาห์รู (มาเลเซีย) อมารี   วังเวียง(ลาว) อมารี หยางซั่ว (จีน) อมารี กอลล์ (ศรีลังกา) โอโซ่ ฮอยอัน (เวียดนาม) ชามา ไอส์แลนด์ นอร์ธ ฮ่องกง และชามา เซียงหนานลี่ เฉิงตู (จีน) ซึ่งการเปิดให้บริการโรงแรมดังกล่าวนี้นับเป็นการเข้าไปทำธุรกิจครั้งแรกของออนิกซ์ฯ ในเวียดนาม มาเลเซีย และลาว อีกด้วย

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มีเครือข่ายที่เปิดให้บริการแล้ว 42 แห่ง ประกอบด้วย ห้องพักจำนวน 6,622 ห้อง ใน 7 ประเทศ (รวมถึงเขตบริหารพิเศษ) ได้แก่ ไทย จีน ฮ่องกง ศรีลังกา มัลดีฟส์ บังกลาเทศ และกาตาร์ และ           มีโครงการที่อยู่ภายใต้การพัฒนาอีก 25 แห่ง ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดให้บริการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นายยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท อิตัลไทยฮอสพิทาลิตี้ จำกัด อีกหนึ่งธุรกิจของกลุ่มอิตัลไทย ที่มีการเติบโตสอดคล้องกับการขยายตัวของธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ได้ดำเนินกลยุทธ์การควบรวมธุรกิจเครื่องดื่ม โดยการเข้าบริหารอย่างเต็มรูปแบบให้กับทุกแบรนด์เครื่องดื่มที่อยู่ภายใต้กลุ่มอิตัลไทย ในปีนี้เน้นบทบาทการเป็น F&B Solution Provider มุ่งกลุ่มลูกค้าธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร (HORECA) ทั่วประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเป็นระบบ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ  ปัจจุบัน บริษัทฯ จำหน่ายเครื่องดื่มและไวน์ระดับพรีเมี่ยมจากหลายประเทศทั่วโลก นํ้าแร่เปอริเอ (Perrier)   นํ้าแร่วิทเทล (Vittel) และแชมเปญดูวาล-เลอรัว (Duval Leroy) และเป็นผู้บริหารธุรกิจ แฟรนไชส์ แบรนด์ชา ทีดับเบิลยูจีที (TWG Tea) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ความต้องการผลิตภัณฑ์ลูกค้าตามลักษณะและขนาดของธุรกิจ แล้วจึงนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการตอบสนองต่อความต้องการนั้น  การทำงานจะเน้นความเป็นพันธมิตร คู่ค้า ลูกค้าในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เพื่อตอบรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติจากทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายรายได้  230 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 65% อันเป็นผลจากการควบรวมธุรกิจ

นายยุทธชัย กล่าวเสริม ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (The River City Bangkok) เป็นศูนย์กลางศิลปะและโบราณวัตถุหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (ASIA’S Premier Arts and  Antique Shopping Destination) ในปี 2560   ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก จะเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยัง        กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ เจ้าของธรุกิจ นักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว  และเสริมกลุ่มสินค้าด้านงานศิลปะและวัตถุโบราณระดับบน ด้วยงานศิลปะในระดับราคาที่สามารถซื้อได้ และจะมีการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรและใช้ช่องทางสื่อสารออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และความประทับใจให้ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและโบราณวัตถุ

“กลุ่มอิตัลไทย เชื่อมั่นในประสบการณ์ ทีมงาน และ บุคลากร ในกลุ่มบริษัทฯ ทั้งกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักและรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจ การบริการที่เป็นเลิศ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของพันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า โดยการพัฒนาศักยภาพทีมงานและกลยุทธ์ธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ ทั้งสองกลุ่มดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการเติบโต  ทางเศรษฐกิจของประเทศสู่ภูมิภาคเอเชีย” นายยุทธชัย กล่าว