อุตฯเหล็กกลับมาโต2.9% สศอ.ชี้บิ๊กโปรเจ็กต์หนุน

161
ราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
Advertisement

อุตสาหกรรมเหล็ก รับอานิสงส์การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สศอ.คาดปีนี้ขยายตัว 2.95 % ด้านทาทา สตีล สอดรับส่งผลต่อยอดขายทั้งปีพุ่ง 9.65 % มีปัจจัยราคาเหล็กตลาดโลกดีเข้ามาหนุน ช่วยสกัดการนำเข้าจากจีนมาดัมพ์ราคา
จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศมีการขยายตัว โดยผลิตมวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีในปีที่ผ่านมาคาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.1 % และในปีนี้จะเพิ่มเป็นประมาณ 3.2 % กับประกอบกับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาวและเมียนมา ที่คาดว่าจะเติบโตในระดับ 6.2-7.7 % นั้น จะส่งผลให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศได้รับอานิสงส์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้เหล็กในภาพรวมปี 2560 นี้ จะขยายตัวในระดับ 2.95 % มาอยู่ที่ 19.83 ล้านตัน จากปีก่อน ที่มีความต้องการใช้ 19.26 ล้านตัน ซึ่งความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรถไฟรางคู่ โครงการขนส่งทางอากาศ มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า เป็นต้น ที่จะมีงบในการลงทุนในช่วง 5 ปี(2560-2564) ไว้ ราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในปีนี้จะมีงบลงทุนราว 1,788 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลให้เกิดความต้องการใช้เหล็กราว 1.97 ล้านตัน เป็นในส่วนของเหล็กเส้นทรงยาวถึง 7.91 แสนตัน จากภาพรวมของการใช้เหล็กเส้นทั้งประเทศมีอยู่ราว 3 ล้านตันต่อปี

ขณะที่บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กเส้นรายใหญ่ของประเทศ มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ ประมาณ 33 % ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของเหล็กเส้นในปีนี้ไว้ไม่ต่ำกว่า 40 %

นอกจากนี้ ผลพลวงจากการควบคุมการผลิตเหล็กของจีน โดยการลดกำลงการผลิตลงมาปีนี้อีกราว 50 ล้านตัน จากปีก่อนลดลงไปแล้ว 60-70 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาเหล็กในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบราคาเหล็กที่จะส่งออกมามีราคาสูงขึ้นด้วย ทำให้มีการสั่งนำเข้าเหล็กลดลง จึงเป็นผลดีกับผู้ผลิตเหล็กในประเทศมียอดการจำหน่ายสูงขึ้น

นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นในปีนี้ จะส่งผลให้ประมาณการขายเหล็กในภาพรวมของบริษัทปรับตัวดีขึ้นประมาณ 1.25 ล้านตัน จากปีก่อนอยู่ที่ 1.14 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 9.65 % โดยในส่วนนี้จะเป็นยอดการจำหน่ายเหล็กเส้นทรงยาวถึง 75 % รองลงมาเป็นเหล็กลวดคาร์บอนต่ำและสูง และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขนาดเล็ก

ทั้งนี้ ปริมาณการขายเหล็กที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะมาจากการลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก นอกจากนี้ยังได้อานิสงส์จากราคาเหล็กในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เหล็กที่นำเข้ามาจากจีนลดลงด้วย เนื่องจากราคาที่นำเข้ามาใกล้เคียงกับในประเทศ ทำให้ลุกค้าเลือกที่จะซื้อเหล็กในประเทศก่อน โดยเห็นได้จากเหล็กลวดคาร์บอนต่ำในไตรมาส 3 ปีปฏิทินของบริษัท(ต.ค.-ธ.ค. 2559 ) มียอดจำหน่ายปรับตัวสูงขึ้นมาที่ระดับ 3.47 หมื่นตัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 อยู่ที่ 2.6 หมื่นตัน และเป็นผลดีต่อผลประกอบการบริษัทภาพรวมมียอดขายสุทธิที่ 4,637 ล้านบาท เทียบกับช่วยเดียวกนของปี 2558 อยู่ที่ 3,866 ล้านบาท โดยมองว่าจากราคาเหล็กลวดที่ยังทรงตัวต่อเนื่องนี้ จะยังเป็นผลดีต่อการนำเข้าเหล็กจากจีนลดลงได้อีก

อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างขอการประกาศมาตรการทบทวนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดีในอัตรา 0% สำหรับสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนตํ่า เหล็กลวดคาร์บอนตํ่าเจือธาตุอื่น ที่ยังเป็นช่องโหว่ของเอดีที่ใช้อยู่ในขณะนี้ เนื่องจากยังมีเหล็กลวดบางพิกัดหลบเลียงเอดีอยู่ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้รับเรื่องไปพิจารณาแล้ว หากมีการอุดตรงส่วนนี้ได้เชื่อว่าจะทำให้เหล็กลวดจากจีนนำเข้ามาดัมพ์ราคาในประเทศลดลงได้มาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,236 วันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ 2560