ทรัมป์ยกเครื่อง‘การบิน’ เปิดช่องเอกชนคุมจราจรทางอากาศ

185
ทรัมป์ยกเครื่อง‘การบิน’ เปิดช่องเอกชนคุมจราจรทางอากาศ
Advertisement

อุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯเตรียมยกเครื่องครั้งใหญ่ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ โดยในการนัดหารือที่ทำเนียบขาวกับบรรดาผู้บริหารสายการบินเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะปรับปรุงสนามบินและปฏิรูประบบควบคุมการจราจรทางอากาศให้ทันสมัย ขณะที่สายการบินต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องบิน ว่าจะมีการรื้อการเจรจาหรือขอยกเลิกข้อสัญญาที่มีอยู่เดิมแล้วส่งผลกระทบต่อแผนธุรกิจที่วางไว้หรือไม่

การพบปะระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับผู้บริหารของสายการบินหลายสาย อาทิ เดลต้า แอร์ไลน์ส ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เจ๊ทบลู และอลาสก้า แอร์ไลน์ ฯลฯ มีการหารือหลากหลายประเด็นครอบคลุมเรื่องการจ้างงาน การแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานการให้บริการ และมาตรการของรัฐบาลใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมโดยรวม อาทิ การออกคำสั่งประธานาธิบดี ห้ามประชาชน 7 ประเทศมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ แม้จะเป็นมาตรการชั่วคราวเพียง 90 วัน แต่ก็ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อธุรกิจสายการบินแล้วถึง 185 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 6,600 ล้านบาทจากการสูญเสียโอกาสด้านการจองตั๋วโดยสารภายในช่วง 1 สัปดาห์หลังมีการออกคำสั่งประธานาธิบดีฉบับดังกล่าว ตัวเลขดังกล่าวประเมินโดยสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวโลก หรือจีบีทีเอ ที่ออกมาระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ก่อนที่จะมีคำสั่งประธานาธิบดีฉบับนี้ออกมา ยอดจองตั๋วโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจ มีอัตราเพิ่มขึ้น 1.2% แต่พอมีประกาศออกมา ยอดจองตั๋วโดยสารชั้นธุรกิจก็ลดลง 2.2%

จากการสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกสมาคมจีบีทีเอ ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการบริษัทด้านการท่องเที่ยวและผู้ให้บริการในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว พบว่า ประมาณ 3 ใน 10 ของบริษัททั้งหมด (ที่ตอบการสำรวจ) คาดหมายว่า ในระยะ 3 เดือนข้างหน้าจะมียอดการจองตั๋วโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจลดลง ขณะที่สัดส่วนประมาณ 3 ใน 10 เชื่อว่าคำสั่งห้ามดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวต่อไปอีกในระยะ 6 เดือนนับจากนี้หรือกว่านั้น ผลสำรวจข้างต้นมีขึ้นก่อนที่ศาลแขวงสหรัฐฯจะสั่งระงับการบังคับใช้คำสั่งประธานาธิบดีในเรื่องดังกล่าวเป็นการชั่วคราว นายไมค์ แมคคอร์มิค ผู้อำนวยการบริหารสมาคมจีบีทีเอ เปิดเผยว่า การหาข้อสรุปให้เรื่องนี้โดยเร็วจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะยิ่งปล่อยไว้นานวันทั้งอุตสาหกรรมการบินก็จะยิ่งเผชิญความยากลำบาก

“เมฆฝนแห่งความไม่แน่นอนและคาดเดาอะไรไม่ได้ จะส่งผลกระทบที่ฝังลึกยาวนานต่อระบบเศรษฐกิจโดยภาพรวม” แมคคอร์มิคกล่าว

ในส่วนของการยกระดับคุณภาพการดำเนินงานของสนามบินและระบบควบคุมการจราจรทางอากาศนั้น มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งจะเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการด้านการคมนาคมของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ นั่นคือการถ่ายโอนงานด้านการควบคุมการจราจรทางอากาศจากเดิมที่ดูแลโดยหน่วยงานรัฐบาล ให้ไปอยู่ภายใต้การบริหารงานของหน่วยงานเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร โดยตัวผู้บริหารจะเป็นเอกชนที่ได้รับการเสนอชื่อมาโดยอุตสาหกรรมการบิน การถ่ายโอนงานนี้ครอบคลุมถึงพนักงาน 3 หมื่น คนและอาคารสถานที่ เช่น หอควบคุมการจราจรทางอากาศจำนวนกว่า 300 แห่ง

นายเอ็ด บาสเตียน ซีอีโอของบริษัทเดลต้า แอร์ไลน์ส เปิดเผยหลังการประชุมว่า ทางสายการบินมีแผนจะจ้างงานพนักงาน 2.5 หมื่น ตำแหน่งภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า “อุตสาหกรรมสายการบินเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เรายินดีให้ความร่วมมือกับประธานาธิบดีทรัมป์”

ด้านนายออสการ์ มูนอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลนส์ ให้คำมั่นไปในทิศทางเดียวกันว่า บริษัทจะมุ่งมั่นปกป้องและสร้างงานให้กับประชาชนชาวอเมริกัน โดยมีเป้าหมายผลักดันให้อุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯยกระดับสู่มาตรฐานที่ดีเลิศที่สุดในโลก และเพื่อให้สังคมสหรัฐฯมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งนั่นหมายรวมถึง การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินให้ทันสมัยและยกเลิกกฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน เพื่อทำให้ลูกค้าตลอดจนพนักงานของสายการบินได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,236 วันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ 2560