
มาตรการกระตุ้นภาครัฐต่อเนื่อง ช่วยหนุนลงทุนเอกชนปี 2560 โต 2.8%
การลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นการลงทุนจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุนเอกชนในปี 2560
1. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของภาครัฐที่กระจายการก่อสร้างไปยังภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง ระยะเร่งด่วนปี 2559 (Action Plan) ในโครงการที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2560 นั้น ในหลายโครงการมีการกระจายการก่อสร้างไปยังตามภูมิภาคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการทางหลวงพิเศษสายบางปะอิน-นครราชสีมา สายบางใหญ่-กาญจนบุรี รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ช่วงนครปฐม-หัวหิน และช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ซึ่งการกระจายตัวของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนเกิดขึ้นตามมาในพื้นที่ต่างๆ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานตัดผ่าน ทั้งนี้ ในระยะแรก การลงทุนภาคเอกชนน่าจะอยู่ในหมวดก่อสร้างเป็นหลัก
2. มาตรการกระตุ้นการลงทุนจากภาครัฐที่ต่อเนื่องมาจากปี 2559 จะเป็นปัจจัยเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนภาคเอกชน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน โดยเงื่อนไขการหักลดหย่อนภาษีจะต้องมีการลงทุนจริงภายในปี 2560 แต่โครงการลงทุนไม่จำเป็นต้องเสร็จในปีนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่เงื่อนไขการหักลดหย่อนมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเป็น 1.5 เท่า
3. การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น จากภาพรวมการใช้กำลังการผลิตในประเทศในปี 2559 ยังคงอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 80 (ระดับใกล้เต็มกำลังการผลิต) ทำให้การผลิตในประเทศสามารถรองรับการขยายตัวดีกว่าที่คาดของการส่งออกได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในเดือนพฤศจิกายน 2559 ในหลายอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกเติบโตเป็นบวกมีระดับการใช้กำลังการผลิตอยู่สูงกว่าร้อยละ 80 สะท้อนให้เห็นว่า หากการส่งออกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในอาจจะมีความจำเป็นในบางอุตสาหกรรม เช่น ไก่สดและแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
4. การพิจารณาเร่งลงทุนในช่วงก่อนที่ดอกเบี้ยจะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น จากทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีการส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นถึง 3 ครั้งในปี 2560 นี้ จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่จะต้องเผชิญทิศทางการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งส่งผลต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ให้อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังมีช่องว่างที่สามารถยืนระดับไว้ที่ร้อยละ 1.50 ตลอดปี 2560 เพื่อช่วยประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ หากแต่ระยะถัดไปในปี 2561 Fed จะมีการรักษาจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศไทย ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งหมายถึงต้นทุนการลงทุนที่แพงขึ้น
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย











