thansettakij
thansettakij
คลังเดินหน้าออกมาตรการระยะสั้น-ยาว  หนุนจีดีพีไทยโต 3.7% ตามทันศักยภาพ

คลังเดินหน้าออกมาตรการระยะสั้น-ยาว หนุนจีดีพีไทยโต 3.7% ตามทันศักยภาพ

09 มี.ค. 59 | 03:08 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มี.ค. 59 | 09:00 น.
 

แบงก์ใบโพธิ์ มองเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวอ่อนอยู่ที่ 2.5% เหตุปัจจัยโลกกระทบการส่งออกหดตัว ด้านสินเชื่อล้อตามจีดีพี 1.5 เท่า หรือ 4-6% เผยยอด 2 เดือนแรกตามเป้าหมาย-เอ็นพีแอลทรงตัว ย้ำดูแลลูกค้าใกล้ชิด ด้าน “ดร.พิสิทธิ์” ประเมินจีดีพีไทยโต 3.7% แรงหนุนลงทุนภาครัฐ-การส่งออกเริ่มผงกหัวดีขึ้น ชี้ นโยบายคลังยังจำเป็น เน้นกระตุ้นระยะสั้น-เพิ่มศักยภาพระยะยาว

นายญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.) กล่าวในงานสัมมนา "SCB Investment Symposium 2016" Thailand Ahead ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2.5% แรงขับเคลื่อนมาจากอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 6.68 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนตามมา อย่างไรก็ดี ภาพรวมในแง่ความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุนยังไม่ชัดเจน เนื่องจากกังวลการส่งออกที่ยังคงมีอัตราการติดลบสะท้อนถึงปัญหาการเติบโตทั่วโลกที่มีปัญหา เช่น ประเทศจีนที่เคยเติบโตสูงตอนนี้ก็อยู่ในช่วงชะลอการเติบโต ดังนั้น ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงมหาศาลในด้านสิ่งต่างๆ และมองแนวโน้มก็ยังไม่หยุดนิ่ง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อการเงิน การลงทุน และการทำธุรกิจ

ทั้งนี้ ภายใต้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 2.5% อัตราการเติบโตสินเชื่อของธนาคารจะอยู่ที่ 1.5 เท่าของจีดีพี หรือประมาณ 4-6% โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความต้องการสินเชื่อยังอยู่ในระดับเป้าหมายที่วางไว้ทั้งใน 3 กลุ่ม ซึ่งในส่วนของสินเชื่อรายย่อย 3-5% แม้ว่าจะมีเรื่องของภาระหนี้ครัวเรือนที่กดดันการเติบโต แต่จะเห็นว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงขยายตัวได้โดยเฉพาะในกลุ่มราคาบ้าน 3 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ภาครัฐที่จะหมดอายุสิ้นเดือนเมษายน จะทำให้ช่วยเร่งยอดโอนบ้านมากขึ้น และสินเชื่อเช่าซื้อเริ่มมีการปรับตัวและปลุกกระแสเติบโตใหม่ของผู้ประกอบการ ส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ตั้งเป้าอยู่ที่ 3-6% ที่ผ่านมาได้ขยายตัวได้ดีจากโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของรัฐบาล และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 4-6% ยังขยายตัวได้ดีในภาคการบริการ ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เริ่มเห็นสัญญาณทรงตัวดีขึ้น อัตราการผิดนัดชำระน้อยลง อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงให้ความสำคัญในการติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันเอ็นพีแอล อยู่ที่ระดับ 2.89%

“เศรษฐกิจภาพรวมตอนนี้มีหลายปัจจัยเข้ามา เช่น ประเทศจีน เดิมเคยเป็นเครื่องจักรที่เติบโตได้ดีเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และทำให้ประเทศใกล้เคียงรวมถึงประเทศไทยเติบโตได้ดี รวมถึงประเทศต่างๆ ในโลกนี้ แต่ปัจจุบันการเติบโตลดลง ทำให้การค้ามีอัตราการเติบโตติดลบเกือบ 14 และยังมีตัวแปรสำคัญคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ การแตกสลายของยูโรโซน แต่ข่าวดีคือรัฐบาลไทยมีการกระตุ้นมหาศาล และไทยยังเป็นศูนย์กลางของ CLMV โดยการส่งออกเราไปประเทศเหล่านั้นกว่า 10% ดีกว่ายุโรป พอๆ กับจีน และไทยก็เป็นศูนย์กลางเป็นสิ่งที่สร้างโอกาสอย่างยิ่ง ซึ่งมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง”

ด้านดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “มุมมองเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกในปี 2016” ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงเพิ่งพาการส่งออกมาถึง 75% ของจีดีพี และพึ่งพาการบริโภค 51% การลงทุนของภาครัฐ 25% การบริโภคภาครัฐ 16% โดยบทบาทภาครัฐมีน้ำหนักรวมกัน 22% เป็นอันดับ 3 ของจีดีพี การบริโภคเป็นอันดับ 2 และการส่งออกยังคงเป็นอันดับ 1
ขณะที่โครงสร้างทางการผลิต จะมาจากภาคบริการ 65.2% ต่อจีดีพี อุตสาหกรรม 28.19% เกษตรกรรม 6.7% (แต่แรงงาน 35%) ค้าปลีกค้าส่ง 14.6% อสังหา 8.3% บริการอื่นๆ 30.4% ภายใต้การขยายตัวของจีดีพีปี 2558 อยู่ที่ 2.8% แม้ว่าจะชนะสิงคโปร์ แต่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ เนื่องจากรายได้ไม่เท่ากัน ดังนั้น หากเทียบประเทศในระดับรายได้ปานกลางเท่ากัน เช่น ฟิลิปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้นถือว่าไทยมีอัตรการเติบโตที่ช้ามาก โดยเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาขยายตัวไม่ถึง 3% สะท้อนถึงการชะลอตัว

ดังนั้น ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนยังไม่เกิดขึ้น ทำให้บทบาททางด้านนโยบายเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงเวลานี้ โดยเครื่องมือที่จะเข้ามาสนับสนุนให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ที่ระดับ 3.7% จะมาจากการลงทุนภาครัฐในเรื่องของโครงการขนาดใหญ่ เมกะโปรเจ็กต์-การช่วยคนฐานราก ซึ่งจะมีบทบาทต่อมูลจีดีพีสูงถึง 11% ส่วนการส่งออกในภาคบริการ-ท่องเที่ยวจะมีผลประมาณ 3.6% นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นเข้ามาช่วยสนับสนุน โดยมีทั้งมาตรการระยะสั้น เช่น การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยผ่านกองทุนหมูบ้าน หรือโครงการประชารัฐ เป็นต้น ส่วนมาตรการระยะกลางและยาว จะเป็นการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น การจัดตั้งโครงการซุปเปอร์คลัสเตอร์ การสร้างระบบขนส่งคมนาคม หรือสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีต่างๆ เป็นต้น ซึ่งโครงการเหล่านี้ภาครัฐพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งกังวลคือปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเอง ปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าศักยภาพที่ 4% มาอยู่ที่ 2.8% ปีนี้น่าจะ 3.7% โดยปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐจะเป็นพระเอกอีกครั้ง และส่งออกที่คาดว่าจะฟื้นตัวโดยเฉพาะส่งออกบริการและท่องเที่ยว ส่วนสิ่งที่ต้องจับตาคือเศรษฐกิจโลก ค่าเงินที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง และภัยแล้ง ซึ่งตอนนี้ท่านรองนายกกำลังมีมาตรการที่กำลังทำและที่กำลังวางแผนจะทำอยู่ เพื่อช่วยเหลือและผลักดันให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนด้วย”